วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 4

อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร


พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 4


ที่บ้านพลโทวินิต ราชโยธิน วินิตากลับมาเล่าให้คุณหญิงจริยาผู้เป็นแม่ฟังว่า ท่านย่าของคุณชายไม่โปรดตนแน่ๆ จริยาบอกว่าเขาไม่มีท่าจะชอบคนบ้านเราหรอก แต่พ่อของลูกสิเห่อเจ้า เห่อตระกูลนี้นัก

แก้วกิริยาน้องสาวของวินิตามาบอกพี่สาวว่าปล่อยให้คุณพ่อรับแขกอยู่ได้ ให้ไปช่วยรับแขกได้แล้ว คุณหญิงจริยาจึงบุ้ยใบ้ให้วินิตาไปรับแขก

ม.ร.ว.พิริยพงษ์กำลังปรึกษาพลโทวินิตเรื่องจะเชิญไปที่วังสักครั้ง พลโทวินิตโบกมือบอกว่าใครๆก็รู้ว่าท่านไม่รับแขก ตนเคยพยายามมานานแล้ว ก่อนที่วินิตาจะรู้จักคุณชายเสียอีก พิริยพงษ์ถามว่าจะไปพบท่านย่าด้วยเรื่องอะไรหรือ

“ผมอยากได้ที่ดินผืนหนึ่งของพระองค์หญิง ส่งคนไปเจรจากี่รอบก็ไม่ทรงให้เข้าพบ...บางทีอาจจะเป็นการดีที่วินิตาจะช่วยพ่อ” บอกวินิตาว่า “ถ้าลูกทำให้พระองค์หญิงทรงยอมขายที่ดินผืนนั้นให้พ่อ พ่อจะขอบใจมาก”

เมื่อวินิตาเดินไปส่งพิริยพงษ์ที่รถ แก้วกิริยาถามคุณหญิงว่าของกำนัลที่คุณชายเอามาให้เป็นอะไรหรือถึงทำให้คุณหญิงแม่ยิ้มออก จริยาไม่ให้ดู เมื่อจริยาอยู่กับพลโทวินิตตามลำพังจึงถามว่าทำไมถึงอยากได้ที่ดินนี้นักจะเอาไปทำอะไร พลโทวินิตบอกว่า “คุณไม่ต้องรู้หรอก”

“แต่ฉันรู้ ฉันไม่ยอมให้คุณเสียเงินเพียงเพราะอยากจะเอาใจอดีตว่าที่แม่ยายคุณหรอก จำไม่ได้เหรอว่า เขาไล่เราอย่างกับหมูกับหมา ไม่ให้เฉียดใกล้วังเขาอีก”

“ผมไม่ได้อยากจะเข้าวัง ผมแค่อยากจะซื้อที่ดินอีกผืนหนึ่งของพระองค์หญิง” จริยาสวนทันทีว่าตนจะเก็บเงินของเราไว้ให้ลูก “ลูกทุกคนก็มีเงินส่วนที่เขาควรได้รับแล้ว แต่ส่วนนี้ผมขอ...ผมขอสิทธิ์ให้กับคนที่ไม่เคยได้รับ”

เมื่อพลโทวินิตเดินไปแล้ว จริยาค้อนลมค้อนแล้งพึมพำอย่างขัดใจ

“คนที่ไม่เคยได้รับ...ฮึ! มันไม่ควรได้รับหรอก เพราะมันสาบสูญไปแล้ว!!”

ooooooo

หลังจากวันนั้น พระองค์หญิงสังเกตคุณหญิงประสงค์สมชมว่า พักนี้หน้าตาสดชื่นกว่าเมื่อก่อน ได้ออกนอกวังบ้างดีกว่านั่งทำการฝีมือยู่แต่ในวังใช่ไหม

“ค่ะท่านย่า ไปเรียนก็ได้ความรู้ด้วย” แต่พอท่านย่าถามว่าเจอวิศรุตอีกไหม คุณหญิงก็อึ้งไปอย่างอึดอัดใจไม่นึกว่าท่านย่าจะถามถึงคนนอกวัง
ครู่เดียว คุณหญิงรวบรวมความกล้าโทร.ถึงวิศรุต เขาอยู่ที่โฮมสเตย์เดินมาก้มหยิบหนังสือพิมพ์ที่สโรชาแอบมองปราดแล้วเพิ่งวาง พลางรับสาย

“สวัสดีครับคุณหญิง...บ่ายนี้ น่าจะว่างครับ... ที่ไหนนะครับ...วังเทวาสถิตย์?”

สโรชาหูผึ่ง จำได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้ พอนึกออกก็พึมพำ “วังเทวาสถิตย์...ที่ป๊าบอกนี่!!” ดังนั้นเมื่อมีโอกาสจึงเลียบเคียงถามว่า วังเทวาสถิตย์เป็นอย่างไร มีเจ้าหญิงเจ้าชายอะไรไหม วิศรุตฟังแล้วรู้ทันทีว่าเธอแอบฟังการคุยโทรศัพท์เมื่อกี้ตอบแบบขอไปทีว่า “วังก็คือวังนั่นแหละ ใหญ่โตโอ่อ่า ใหญ่กว่าบ้าน”

เมื่อถามแล้วยังไม่รู้ในสิ่งที่อยากรู้เลยถามตรงๆว่า เขาจีบคุณหญิงสมประสงค์อยู่หรือเปล่า อ้อมแอ้มว่าบังเอิญได้ยิน

“เขาชื่อคุณหญิงประสงค์สม ไม่ใช่สมประสงค์ และฉันก็ไม่ได้จีบ บังเอิญว่าผู้ใหญ่ในวังนั่นอยากพบฉัน ฉันก็ต้องเข้าไปพบ เท่านั้นเอง”

“โฮ้โห...ชาววังเรียกพบ” สโรชาทำตาโต วิศรุตไม่สนใจลุกขึ้นสั่งเฝ้าบ้านให้ดี สโรชาทำเสียงเห่าโฮ้งๆ เขาถามว่าเห่าทำไมเป็นหมาหรือ สโรชาทำตาโตบอกว่าก็เห็นสั่งให้เฝ้าบ้านดีๆ วิศรุตเห็นความทะเล้นของสโรชาก็เขกหัวเบาๆ กำชับให้เฝ้าบ้านดีๆแล้วออกไป

พอวิศรุตออกไป สโรชาก็หายทะเล้นกลายเป็นนั่งเครียด คิดถึงที่ป๊าพูดถึงวังเทวาสถิตย์ว่าเจ้าของ

ไม่ยอมขาย มีคนพยายามไปตื๊อหลายรายแต่ก็เข้าไม่ถึง เขาเป็นเจ้าอยู่วังเทวาสถิตย์ แล้วก็ยิ้มดีใจเมื่อจับต้นชนปลายได้ว่า ที่แท้ก็วังที่คนเข้ายากนี่เอง

แต่พอโทร.ไปหา พิสิฐไม่พูดด้วย บอกว่าถ้ามีอะไรจะพูดกับพ่อก็ให้เข้ามาเจอกัน

ooooooo

เมื่อน้ำมนต์มารับสโรชาไปพบพิสิฐที่ร้านอาหารหรู แทนที่พิสิฐคุยธุระกลับชวนกินโน่นกินนี่ ถ่วงเวลาเพราะอยากอยู่กับลูกนานๆ กินอิ่มแล้วจึงบอกให้คุยธุระกัน

พอสโรชาบอกว่าวิศรุตเข้าออกวังได้สะดวกมาก พิสิฐหูผึ่งให้เรียกเขามาคุยเดี๋ยวนี้เลย สโรชาเลยต้องรีบกลับแต่พอออกมานึกได้ว่าต้องซื้อกับข้าวเข้าบ้าน เลยสั่งจากร้านไปมากมาย

พระองค์หญิงคุยกับวิศรุตอย่างเพลิดเพลิน คุยทั้งชีวิตส่วนตัวและเป้าหมายชีวิต ยิ่งคุยก็ยิ่งชอบ จนเมื่อพิริยพงษ์พาวินิตามา วิศรุตจึงลากลับ พระองค์หญิงบอกว่าว่างเมื่อไหร่ก็มาคุยอีก วังเทวาสถิตย์ยินดีต้อนรับเสมอ แล้วให้คุณหญิงไปส่ง ระหว่างนั้นเดินสวนกับพิริยพงษ์ คุณชายมองวิศรุตอย่างไม่ถูกชะตา

วิศรุตยังไม่ทันออกจากวังเทวาสถิตย์ก็รับได้รับโทรศัพท์จากพิสิฐเชิญพบด่วน

เมื่อคุณชายพิริยพงษ์พาวินิตาเข้าพบท่านย่า เขาถามท่านย่าว่าผู้ชายเมื่อกี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่เคย

เห็นหน้า พระองค์หญิงบอกว่าเป็นครูสอนภาษของหญิงประสงค์สม พิริยพงษ์ถามทันทีว่าเขามาจีบน้องหญิงหรือ ไปเรียนไม่กี่ครั้งพ่วงครูหนุ่มเข้าวังเสียแล้ว ท่านย่าติงว่า “อย่าคิดอกุศลกับน้อง ผู้ชายคนนี้เขาไม่ได้คิดอะไรกับหญิงประสงค์สมหรอก ย่ารู้”

พิริยพงษ์เห็นท่านย่าอารมณ์ดี ชงวินิตาว่าอยากทูลอะไรท่านย่านะ แต่พอวินิตาบอกว่าคุณพ่ออยากจะซื้อที่ดินผืนหนึ่งของพระองค์หญิงเท่านั้น ท่านก็สีหน้าเย็นชาจนวินิตาหน้าเสีย แล้วคุยเรื่องอื่นอย่างไม่ต้องการพูดเรื่องนี้ ครู่เดียวท่านก็ลุกเดินไปอย่างไปประสงค์จะร่วมสนทนาด้วย

ooooooo

สโรชาซื้ออาหารจากร้านกลับไปมากมาย ล้วนแต่เป็นอาหารดีๆ วิศรุตมองอาหารถามว่าอาหารดีๆ ทั้งนั้นซื้อหรือทำเอง สโรชากับธาราตอบมั่วกันไปมาว่า ซื้อ...ทำเอง สุดท้ายก็โมเมว่าก็ปนๆกันไปนั่นแหละ

วิศรุตบอกว่าจะซื้อหรือใครทำตนก็กินได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าค่ากับข้าวไม่พอก็ให้บอก

พอกินอิ่มเก็บของเข้าครัว ธาราถามสโรชาว่าตกลงซื้อจากที่ไหน สโรชาตอบมั่วไปอีกว่าซื้อจากตลาด แต่ตลาดไหนไม่รู้เพราะนั่งรถหลงเลยซื้อมา

ฝ่าวิศรุตครุ่นคิดสงสัยว่าทำไมพิสิฐถึงรู้ว่าตนเข้าออกวังเทวาสถิตย์ได้ เอะใจว่าอาจรู้จากสโรชา เห็นไปนั่งเอาเท้าแกว่งน้ำเล่นที่ศาลาก็ไปถามว่าเอาเรื่องที่ตนเข้าวังเทวาสถิตย์ไปเล่าให้ใครแถวนี้ฟังหรือเปล่า สโรชาทำไก๋ถามว่าคนแถวนี้? ไม่มี ถามว่าทำไมหรือ วิศรุตเลยสงสัยว่าจะเป็นคนในวัง แล้วเล่าเรื่องพิสิฐให้ช่วยเจรจาซื้อที่ดินจะให้ค่านายหน้าอย่างงามให้ฟัง

เล่าแล้วบ่นว่าตนไม่ได้อยากเข้าวังเลย และตนจะทำอะไรต่อเมื่ออยากทำเท่านั้น

เมื่อกลับถึงห้องพัก วิศรุตหยิบแหวนมาเปิดดูรูปคุณหญิงกิรติโสภณ ดูแล้วถามตัวเองอย่างสับสนว่า

“วังเทวาสถิตย์...เราจะเข้าไปในฐานะอะไร?”

ooooooo
วันนี้ที่โฮมสเตย์มีแขกฝรั่งมาพักสองคน สโรชาเห็นวิศรุตเดินมาก็รีบเข้าไปเชิญนั่งบอกว่าจะเอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟตรงนี้ เขาพยักหน้าแล้วเข้าไปทักฝรั่งทั้งสอง
ธาราเดินมาปรารภกับสโรชาว่าถ้าแขกรุ่นนี้ไปแล้ว ตารางจองก็ว่างหมด บ่นๆว่า
“แปลกจัง เราก็บริการสุดชีวิต คุณวิศรุตก็ดูแลแขกดี๊ดี พาไปทัวร์โน่นนี่นั่น ที่บ้านก็มีทั้งครัวไทยสาธิต มีสวนผัก มีแม่น้ำลำคลอง กลางคืนก็ได้ออกมาชมหิ่งห้อย ชมบรรยากาศ ออกจะเยี่ยมยอดอย่างนี้ ยังไม่มากันอีก”
“มันเป็นเรื่องปกติน่ะ ตอนนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น คนน้อย เราก็เหนื่อยน้อย” วิศรุตเดินมาคุยด้วย
“คุณไม่อยากให้คนมาพักมากๆใช่ไหมล่ะคะ คุณแค่ทำเพราะอยากทำ ไม่ได้ทำจริงจังอะไร ไม่ได้อยากพัฒนากิจการให้รุ่งเรืองร่ำรวย” สโรชาฉอดๆ
ธาราปรามว่ามาวิจารณ์เจ้านายอย่างนี้ไม่ได้นะ ไล่เข้าครัวไปเลย ไปเตรียมผลไม้มาให้แขก ผลักสโรชาไปแล้วบ่นงึมงำกับวิศรุต “แม่คนนี้นะคะ ยิ่งอยู่นานยิ่งพูดมาก”
“ที่เขาพูดก็อาจจะถูกมั้ง” วิศรุตมองหน้าธาราที่จ้องตนเอ๋อๆ แล้วเดินไปทางอื่น ธาราเลยเดินตามสโรชาไป
วิศรุตไปล้างเรือ สโรชาเอาน้ำไปเสิร์ฟแล้วเสนอวิศรุตว่าเมื่อไม่มีแขกเข้าพักเขาก็น่าจะเป็นนายหน้าขายที่จะรวยกว่าเหนื่อยน้อยกว่า วิศรุตบอกว่าตนปฏิเสธไปแล้ว
“ตายละ ทิ้งเงินซะเฉยๆ” สโรชาทำเสียงสูง เห็นวิศรุตนิ่งก็ทำเป็นรู้ดีว่า “อ๋อ...กลัวเข้าไปจีบสาวชาววังแบบไม่เท่งั้นเหรอ กลัวเขาหาว่าไปหวังผลประโยชน์งั้นเหรอ กลัวว่า...”
“ฉันไม่อยากได้ผลประโยชน์อะไรจากคนในวังนั้น!” วิศรุตตะคอกจนสโรชางง แต่เมื่อเขาไปที่เรือนผัก สโรชาก็ตามไปตอแยอีก รวบรวมความกล้าขอโทษ ถ้าตนพูดอะไรไม่เข้าท่า ตนไม่ได้ตั้งใจจะว่าเขา “ยังจะตามมาอีก เธอมีปัญหาอะไรกับการที่ฉันจะเป็นนายหน้าขายที่ดินหรือไม่เป็น” วิศรุตเสียงดัง
สโรชาเสียงอ่อยถามว่าเขาเคยทำงานนายหน้าขายที่ดินมาก่อนไม่ใช่หรือ วิศรุตบอกว่าตนแค่พาคนไปเที่ยว เขาเจอที่ดินถูกใจตนก็แนะนำให้คนซื้อกับคนขายรู้จักกันเท่านั้น ย้ำชัดๆว่า
“เธอก็เห็นว่างานหลักฉันคือโฮมสเตย์ ปลูกผัก แล้วก็สอนพิเศษ แค่นี้ก็แทบหาเวลาว่างไม่ได้แล้ว”
สโรชายังพยายามหว่านล้อมให้เขาเจรจาซื้อที่ดินจากเจ้านายในวังเทวาสถิตย์ เขาอาจมีรายได้มากขึ้น
จนมีเวลาทำงานที่เขารักได้สบายใจไม่ต้องเครียดกับปัญหากำไรขาดทุนของโฮมสเตย์ก็ได้ พูดจนวิศรุตตัดบทว่าตนไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องกำไรขาดทุน ก็แซะอีกว่าแล้วเขามีปัญหาอะไรกับวังนั้นหรือ?
“พลับพลึง!! เธอนี่ยอกย้อน ไม่เหมือนพลับพลึงคนที่ฉันเจอวันแรกเลย”
“คุณก็...เอ่อ...ดูหงุดหงิด อารมณ์เสียกับเรื่องนี้ เหมือนไม่ใช่คุณวิศรุตใจดีที่ฉันรู้จัก”
“ก็เพราะเธอ เธอมาตอแยกับฉันในเรื่องไม่เป็นเรื่องนี่ไง” วิศรุตจ้องดุๆ สโรชานึกได้ว่าควรเป็นฝ่ายอ่อนให้เจ้านาย ยักไหล่เท่ๆ ขอโทษที่มาตอแยในเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วถอยไป วิศรุตสะดุดตาท่ายักไหล่นั้น รู้สึกแปลกๆ กับสาวร้อยเอ็ดคนนี้
“ใครว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะลิลลี่ นี่แหละเรื่องใหญ่เชียวล่ะ โปรเจกต์แรกในชีวิตแกเชียวนะ” สโรชาเดินบ่นงึมงำ พอดีสวนกับริชาร์ดและจอห์นนี่ที่กำลังจะเข้าไปในเรือนผัก ในมือถือจดหมายแอร์เมล ริชาร์ดถามว่าบ่นอะไรหรือพลับพลึง เธอตอบอย่างไม่สนใจว่าเปล่า สองทโมนเลยถือจดหมายเดินเข้าไปในเรือนผัก
เป็นจดหมายจากแนนซี่นั่นเอง เขียนมาเล่าว่ากลับจากทิเบตหลายวันแล้ว ทีแรกว่าจะมาที่เมืองไทย แต่เปลี่ยนใจอยากเที่ยวต่อ เตือนมาในจดหมายว่า “ระหว่างนี้เธออย่ามัวเพลินกับการใช้ชีวิต จนลืมเป้าหมายของชีวิตนะวิศรุต”
“ผมยังไม่พร้อม...ยังไม่พร้อมจริงๆ” วิศรุตถอนใจพึมพำ พับจดหมายอย่างครุ่นคิด
วิศรุตคิดถึงอดีตเมื่อครั้งยังอยู่เมืองนอก...เวลานั้นเขาอายุเพียง 5-6 ขวบ นอนอยู่กับแม่แล้วต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเพ้อของแม่...หม่อมเจ้ากิรติโสภณ
“ท่านแม่ ท่านแม่อย่าโกรธลูกนะคะ ท่านพ่อขา... ท่านพ่อเฆี่ยนลูกก็ได้ ตีก็ได้ แต่อย่ามองลูกอย่างนั้น...”
เด็กชายวิศรุตลุกขึ้นดูเห็นแม่ร้องไห้ หายใจหอบจนตื่นเพราะหายใจไม่ออก ครู่หนึ่งแนนซี่เปิดประตูเข้ามาคว้าหน้ากากออกซิเจนครอบให้ เด็กชายวิศรุตถอยห่างออกมายืนเกาะที่ปลายเท้ามองแม่อย่างตระหนก
วิศรุตสะดุ้งจากภาพในอดีต ลุกเปิดลิ้นชักเอากล่องแหวนออกมาหยิบแหวนมาเปิดหัวแหวนดูรูปหม่อมเจ้ากิรติโสภณเหงาๆ
ส่วนที่วังเทวาสถิตย์ พระองค์หญิงถามคุณหญิงประสงค์สมว่าวิศรุตเป็นอย่างไรบ้าง คุณหญิงบอกว่า ไม่ค่อยได้เจอ แต่ถ้าท่านย่าทรงพอพระทัยที่จะสนทนากับเขาจะให้ตนโทร.ตามอีกไหม พระองค์หญิงส่ายพระพักตร์ รำพึงเบาๆ
“บางทีเขาอาจจะไม่ใช่คนที่เราอยากเจอก็ได้”
แล้วลุกไป คุณหญิงได้แต่มองตามอย่างไม่เข้าใจ
ooooooo
สโรชาในคราบพลับพลึงก็ยังพลั้งเผลอทั้งจากท่าทางและคำพูด ให้วิศรุตที่จับสังเกตอยู่ได้เห็นได้ยินหลายครั้ง
วันนี้ก็เช่นกัน ขณะวิศรุตกำลังสอนฝรั่งเล่นหมากรุกไทยอยู่ ก็เผลอคุยว่า
“หมากรุกเนี่ย ป๊า...เอ๊ย...พ่อพลับพลึงเคยสอนว่า หมากรุกก็เหมือนเกมชีวิตคนแหละ บางทีก็ต้องรุก บางทีก็ต้องหลบ แต่ถ้ามีโอกาสแล้วไม่รุกก็โง่ เพราะอาจจะเท่ากับเปิดโอกาสให้คนอื่น...”
สโรชาหยุดชะงักเมื่อฝรั่งโขกหมากรุกปัง ร้อง “Check!” วิศรุตยิ้มกับฝรั่งแล้วหันดุสโรชาว่า
“พลับพลึง เธอทำให้ฉันเสียสมาธิ” เขาผายมือให้ฝรั่งอีกคนที่นั่งดูอยู่เข้าแทนที่ สโรชายิ้มแหยๆแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้เดินไปที่ครัว ช่วยล้างจานชาม บอกธาราให้ไปพักผ่อนเถอะเพราะเห็นทำเค้กมาตั้งแต่เช้ามืดแล้ว พอธาราไปสโรชาก็รีบเอามือถือขึ้นมาจะกดโทร. เห็นวิศรุตเดินมาก็รีบเก็บมือถือ เขามาถามหาธารา พอเธอบอกว่าไปพักผ่อน เขาสั่งว่า
“ฝากบอกด้วยว่าเดี๋ยวฉันจะพาฝรั่งนั่งเรือไปเที่ยววัด แล้วจะชวนกินอาหารข้างนอก ไม่ต้องเตรียมอะไรมื้อเย็น”
พอวิศรุตเดินกลับไป สโรชาก็ดี๊ด๊าโทร.หาน้ำมนต์ทันที ให้น้ำมนต์มารับพาไปพบป๊าที่ร้านอาหารในห้าง
หลังจากเล่าการหว่านล้อมให้วิศรุตเป็นนายหน้าซื้อที่ดินให้พิสิฐฟังแล้ว พิสิฐขอเวลาคิดแผนการก่อนเพราะคนอย่างวิศรุตนั้นเงินซื้อไม่ได้ สโรชากับน้ำมนต์จึงไปเดินซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกตในห้าง ระหว่างแยกกันดูของ น้ำมนต์เจอประพันธ์ที่มาเดินสำรวจสินค้าอยู่ ประพันธ์มองไม่วางตา น้ำมนต์ใจไม่ดีกลัวเป็นพวกโรคจิตรีบเดินไปเล่าให้สโรชาฟัง เธอจะไปเอาเรื่อง แต่พอเห็นเป็นประพันธ์ก็รีบหลบออกจากห้างแล้วพากันกลับเลย
พอกลับถึงโฮมสเตย์ เจอป้าหวานหิ้วปลามาแลกผัก ป้าหวานมองสโรชาในชุดสวยตาค้าง พึมพำ
“เอ๊ะ นังนี่ มันขยันออกไปหาลำไพ่ว่ะ”
ขนของที่ซื้อมาเข้าครัวแล้ว สโรชาจึงรู้ตัวว่ารีบหนีประพันธ์เสียจนลืมเปลี่ยนชุด แต่โชคดี เพราะตัวเองอยู่ในคราบของนังพลับพลึงสาวร้อยเอ็ด ถึงแต่งตัวดีอย่างไร ใครๆก็ดูเป็นของตลาดนัด เป็นของมือสอง ธารามาเห็นถึงกับตาโต พอสโรชาบอกว่าซื้อของมือสองราคาห้าสิบบาทเอง ธาราแถมให้เป็น 60 บาท ขอซื้อต่อแต่เสียดายคับไปหน่อย
ooooooo
ตกค่ำ สโรชาไปรดน้ำต้นไม้ เห็นหอยทากคลานกระดึ๊บ...กระดึ๊บ...ก็คุยกับมันอย่างอารมณ์ดี
“ป๊าอยากจะให้ฉันกลับบ้าน กลับตอนนี้ได้ไง เนอะ...ไม่กลับหรอก”
วิศรุตวิ่งออกกำลังกายมาได้ยินพอดีถามว่าที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือทำไมถึงไม่อยากกลับ
สโรชาสะดุ้งถามว่าไปส่งแขกกลับมาแล้วหรือ วิศรุตทำเสียงฮื่อ ถามว่าเมื่อกี๊ได้ยินว่าไม่อยากกลับบ้าน และเธอเรียกพ่อว่าป๊าหรือ สโรชาบอกว่าป๊าอยากให้กลับแต่ถ้าตนอยากทำงานที่นี่ป๊าก็ไม่ว่าอะไรหรอก เขาถามว่าแล้วแม่ล่ะ?
“แม่เสียนานแล้วค่ะ”
วิศรุตบอกว่าเธอยังโชคดีที่มีพ่อ พอสโรชาถามว่าแล้วเขาล่ะ วิศรุตถอนใจเมินหน้าหนี เธอรีบขอโทษ เขาบอกว่า
“ไม่เป็นไร แม่ฉันเสียตั้งแต่ฉันยังเด็กๆเหมือนกัน อย่าถามถึงพ่อ ฉันไม่รู้จัก” สโรชาติงว่าน้ำเสียงเขาเหมือนไม่พอใจพ่อ “ไม่ใช่พอใจหรือไม่พอใจ ฉันบอกว่าไม่รู้จัก ก็แปลว่าไม่รู้จัก” พูดแล้วผละไปเลย สโรชาได้แต่มองไม่กล้าตาม
แล้วค่ำนี้ก็มีข่าวดี เมื่อพิสิฐแจ้งมาว่าพรุ่งนี้จะมีแขกมาพักที่นี่และอาจจะมีการจองทัวร์วิถีไทยตลอดเดือน
ที่แท้เป็นแผนของพิสิฐที่หมายซื้อใจวิศรุต สั่งเซลส์ให้ส่งแขกแวะโฮมสเตย์ของวิศรุตอย่าได้ขาดตลอดเดือนด้วย นอกจากนี้ยังติดสินบนน้ำมนต์ว่าถ้าทำให้สโรชากลับบ้านได้จะกล่อมให้ป๊าเธอซื้อรถใหม่ให้อีกคัน น้ำมนต์เล่าให้สโรชาฟังบอกเพื่อนรักว่าอย่ากลับเลย อยู่ที่นี่ดีแล้ว ได้ข่าวว่างานเยอะ
“ใช่ ป๊าเล่นส่งแขกจากโรงแรมให้มาเดย์ทัวร์กินอาหารล่องเรือชมคลอง กะจะเอาบุญคุณ ให้คุณวิศรุตยอมเข้าวังติดต่อซื้อที่ดินให้ใช่ไหมล่ะ” สโรชาพูดอย่างรู้ทัน
น้ำมนต์พาสโรชาไปหาพิสิฐอีกแต่ก็มีเรื่องให้ใจหายใจคว่ำตลอดเวลา เพราะเดี๋ยวน้ำมนต์ขับรถสะกิดท้ายรถประพันธ์ เดี๋ยวเจอสุทิศที่เป็นเบลล์บอยที่โรงแรม กว่าจะหลบไปได้ก็ทุลักทุเล
ooooooo
วิศรุตมาพบพิสิฐที่โรงแรม ขอบคุณที่เขาให้เซลส์ช่วยส่งลูกค้าไปที่โฮมสเตย์ บอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ตนทำก็ยินดี
“ผมอยากให้คุณมาทำงานกับผม” วิศรุตเดาว่างานนายหน้าซื้อที่ดินหรือ เห็นจะไม่ได้ “อย่าเพิ่งปฏิเสธซ้ำสองเลย คราวนี้ผมให้คุณมีตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ เป็นตัวแทนผมในเรื่องติดต่อธุรกิจ คุณไม่ต้องเข้าออกออฟฟิศผมทุกวันก็ได้ ขอแค่ทำงานให้ผมหน่อย...นะ...”
ระหว่างนั้นเลขาก็เอายามาให้พิสิฐกิน เขาบอกว่าตอนนี้ถึงไม่สบายก็ต้องฝืนทำงาน เพราะลูกสาวยังไม่ยอมกลับจากเมืองนอกมาช่วยงาน ถ้ากลับมาก็จะให้มานั่งตรงนี้แทนตน ตอนนี้ตนต้องทำฐานไว้ก่อน ยิ่งถ้าได้ที่ดินของพระองค์หญิงวิสุทธิโสภณเอามาพัฒนา ก็คงจะสร้างงานสร้างคนได้มากทีเดียว
พิสิฐทั้งล่อทั้งชนแล้วรวบรัดว่า “ผมถูกชะตาคุณ มาทำงานกับผมนะ ตกลงนะ!!” แล้วยื่นมือให้วิศรุตจับ วิศรุตตกกระไดพลอยโจน จับมือรับคำทั้งที่ตัวเองก็ยังงงๆ
เมื่อเขาลงลิฟต์กลับ ก็เจอกับสโรชาพอดี เธอหลบแทบไม่ทัน พอไปพบพิสิฐที่ห้องทำงาน สโรชาถามว่าป๊าเรียกตนมาทำไม พิสิฐก็เริ่มไอ จิบน้ำแล้วหอบจนตัวโยน พูดเหมือนจะขาดใจว่า ป๊าไม่ค่อยสบาย ขอออกซิเจน เรียกนวลรีบเอาออกซิเจนมา นวลเข็นถังออกซิเจนเข้ามาทุลักทุเล สโรชาเห็นอาการของพิสิฐก็ตกใจมาก
พอสโรชาถามว่าทำไมป๊าไม่เข้าโรงพยาบาลพิสิฐรำพึงรำพันว่าเป็นห่วงโรงแรม ถึงได้อยากให้เธอมาช่วย สโรชาถามอย่างระแวงว่านี่เป็นแผนอะไรหรือเปล่า
“แกเห็นกับตาอย่างนี้แล้วยังจะว่าป๊าหลอกแกอีกหรือ”
พิสิฐแสดงจนสโรชาเชื่อและเป็นห่วง จึงขอร้องให้เธอมาช่วยงานบ้างสักสัปดาห์ละสองหน เห็นสโรชาลังเล พิสิฐก็หอบตัวโยนขึ้นมาอีก จนเธอต้องรีบบอกว่า “ก็ได้ค่ะป๊า ป๊าป่วยขนาดนี้ถ้าลูกไม่กลับมา ก็คงใจดำเกินไปล่ะ”
สโรชาสงสารพ่อ แต่หารู้ไม่ว่า พอเธอรับปากจะมาเท่านั้น น้ำมนต์ก็แอบยกนิ้วโป้งให้พิสิฐที่เล่นได้เนียนจริงๆ
ooooooo
สโรชาหนักใจไม่รู้จะแว่บออกจากโฮมสเตย์อาทิตย์ละสองครั้งได้อย่างไร น้ำมนต์ยุให้หนีหลบไปเลย สโรชากลัวจะเสียประวัติ
น้ำมนต์พูดเชิงขู่ว่าป๊าเธอไม่สบายถ้าไม่มาช่วยก็จะกลายเป็นลูกอกตัญญู ยุว่า พลับพลึงนั้นไม่มีตัวตนแล้วจะสะสมประวัติดีไปสมัครงานที่ไหน กระนั้นสโรชาก็ยังหนักใจ
เวลาเดียวกัน ที่โฮมสเตย์ ป้าหวานมาขอสมัครงาน เพราะอยากเป็นมนุษย์เงินเดือนมีสวัสดิการ มีเวลาพักเวลาทำงาน วิศรุตเข้าใจป้าหวานว่าอยากมีรายได้ประจำ แต่ตนก็ไม่รู้จะให้ทำอะไร เพราะนอกบ้านก็มีสองทโมนนั่นดูแล ส่วนในบ้านก็มีพลับพลึงกับธาราดูแลแล้ว
“พลับพลึงมันจะดูแลอะไร เห็นแต่งตัวสวย ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย” วิศรุตถามว่าพลับพลึงน่ะหรือแต่งตัวสวย “โอ๊ย...เปิ๊ดสะก๊าดแหว่งหน้าขาดหลัง ทาปากแด๊งแดง”
สโรชาเดินมาใกล้ๆ ได้ยินเต็มๆ วิศรุตถามว่าป้าเห็นเมื่อไหร่ ป้าหวานตอบมั่วว่า เมื่อวาน รึเมื่อวานซืน รึเมื่อเช้ามีคนมาส่งด้วย มีรถสวยๆด้วย วิศรุตถามแซวๆ ว่าเห็นตอนกรึ่มๆหรือเปล่า คิดว่าถ้าพลับพลึงจะไปไหนก็คงเพราะธาราใช้ให้ไปมากกว่า
จอห์นนี่กับริชาร์ดฟังอยู่ด้วย บอกวิศรุตว่าอย่าเชื่อป้าหวานนัก ตนสองคนก็เคยเห็นพลับพลึงออกไปตลาด ก็แต่งตัวธรรมดา นั่งวินมอเตอร์ไซค์เข้าออก ป้าหวานเถียงเสียงขุ่นว่า “แต่ข้าเห็นนี่นา”
“ไว้ผมจะถามพลับพลึงเองว่าไปไหนบ้าง แต่เรื่องป้าน่ะ ผมขอคิดดูก่อนนะ ถ้าจะให้ตอบตอนนี้คงต้องขอปฏิเสธ ผมอยากให้ป้าเป็นคู่ค้ามากกว่าลูกจ้าง ป้าเอาของป้ามาแลกผักผม หรือเอามาขายก็ได้ อย่างน้อยป้าได้เงิน ผมก็ได้วัตถุดิบมาทำอาหาร จะเป็นกล้วย อ้อย ปลา ไข่อะไรก็เอามา เพราะผมไม่มีรายได้มากพอจะจ้างป้าตอนนี้หรอก”
“ก็ได้” ป้าหวานทำหน้างอนๆกลับไปอย่างผิดหวัง วิศรุตจึงเดินแยกไปทางครัว
สโรชากำลังทาปากชมพูเรื่อๆ ให้ธาราบอกว่าสีนี้เหมาะกับผิวสวยๆของธารา ธาราพอใจถามว่าเท่าไหร่ 50 บาทใช่ไหม
“จ้ะ ห้าสิบบาท ดีเลย เดี๋ยวฉันจะไปซื้อเสื้อตัวใหม่ วันก่อนโดนกิ่งไม้เกี่ยวขาดหน้าขาดหลังเลย” สโรชาแกล้งทำเป็นไม่เห็นวิศรุต จงใจพูดให้เขาได้ยิน วิศรุตได้ยินก็นึกขำป้าหวานว่า ที่ว่าเสื้อขาดหน้าขาดหลังเป็นเพราะโดนกิ่งไม้เกี่ยวนี่เอง
ธาราทักวิศรุตว่ากลับมาแล้วหรือ เขาถามว่าแขกไปไหน สโรชาบอกว่าไปอาบน้ำเตรียมดินเนอร์ แล้วผายมือให้ดูสำรับที่เตรียมไว้พร้อม มีน้ำพริก ผักสด ผักลวก ปลาทูทอด สโรชาถามว่าไม่มีผักบุ้งหรือ ธาราเลยบอกให้สองทโมนนั่นไปเก็บเพราะเห็นทอดยอดอวบอยู่ บอกให้เก็บแต่ยอดอ่อนๆ ให้เอาตะกร้าไปเก็บดอกโสนมาด้วยก็ดี
พอสโรชาไปบอก ทั้งสองก็เกี่ยงกันว่าใครจะขึ้นไปเก็บดอกโสน นึกได้ว่าไปเอาตะขอมาเกี่ยวดีกว่า สโรชาเลยรออยู่ตรงริมน้ำ เห็นเรือเลยลงไปพายเก็บยอดผักบุ้ง เอื้อมเก็บผักบุ้งเพลินจนตกน้ำตูม! สองทโมนวิ่งกลับมาได้ยินเสียงคนโดดน้ำตู้ม
วิศรุตนั่นเอง!
พอวิ่งมาดู เห็นวิศรุตยืนอยู่ในน้ำที่สูงแค่เอว! เขาดึงพลับพลึงขึ้นมากอดไว้และหิ้วแขนพาเดินลุยเข้าฝั่ง สโรชาไอแค่กๆ สำลักน้ำพรวดใส่เขา
ooooooo
เมื่อพาสโรชากลับมาถึงบ้าน วิศรุตรีบเอาผ้าขนหนูเช็ดผมให้แห้งแล้วห่อตัวไว้ ดูแลราวกับเด็กเล็ก
ธาราบ่นว่าน้ำก็แค่เอวจมลงไปได้ยังไง วิศรุตบอกว่าคงตกใจ แล้วบอกให้สโรชาไปพักผ่อนเสีย
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง สโรชามามองตัวเองในกระจก อดเคลิ้มสัมผัสใกล้ชิดที่ปากเกือบชนกันขณะวิศรุตประคองเข้าฝั่งไม่ได้ พอรู้สึกตัวได้ก็บ่นตัวเอง
“จะคิดไปถึงไหนยะ แม่พลับพลึง เช้ย...เชย...เรื่องแค่นี้ก็เก็บมาเพ้อ ไปดีกว่า” แต่พอเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็ชะงัก ถอยมามองตัวเองในกระจกอีกที ยิ้มกับตัวเองพึมพำ “แต่คิดแล้วก็อยากตกน้ำอีกวะ” คิกคักกับตัวเองแล้วเปลี่ยนอารมณ์ใหม่
“บ้า...พลับพลึงบ้า...ถ้าไอ้น้ำมนต์รู้นะ มันต้องล้อไม่เลิกแน่ๆ” คิดแล้วก็คิกๆคักๆขึ้นมาอีก
เมื่อได้เวลาดินเนอร์ซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาริมน้ำ ธาราดูแลอาหารบนโต๊ะ ส่วนสโรชาถือเหยือกคอยเติมน้ำดื่มให้ วิศรุตเรียกพลับพลึงให้กินด้วยกัน เธอวางเหยือกหันจามเบาๆ นั่งโต๊ะตักอาหารกินยิ้มกับฝรั่งอย่างไม่เคอะเขิน วิศรุตแอบสังเกต ทั้งการสนทนากับฝรั่งด้วยภาษาที่ชัดเจนคล่องแคล่วและมารยาทบนโต๊ะอาหารของสโรชาอย่างสนใจ
หลังอาหาร ประพันธ์จัดยาไปให้สโรชาที่หน้าห้องนอน มีทั้งยาลดไข้ แก้ไอ ชุ่มคอและเจลลดไข้ วิศรุตมองอยู่มุมหนึ่ง จนเมื่อประพันธ์กลับไปแล้ว เขาพึมพำ “ขวัญใจนายประพันธ์จริงๆนะ”
ที่แท้วิศรุตก็จัดยาจะเอามาให้สโรชาเช่นกัน แต่ประพันธ์เอามาให้ตัดหน้าแล้วเขาจึงเก็บไว้เดินไปนั่งที่ศาลาในสวน
ครู่หนึ่ง สโรชาเดินมานั่งข้างๆ วิศรุตสะดุ้งถามว่าออกมาทำไม อากาศชื้นเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก สโรชาเห็นยาวางอยู่ข้างๆตัวเขา ถามว่ายาอะไร วิศรุตเฉไฉว่าพอดีหยิบจะเอามาให้ธาราเก็บไว้
คุยกันไม่กี่คำวิศรุตก็จะไปนอน สโรชาถามว่าต้องรีบตื่นไปสอนหนังสือหรือ
“เปล่า ฉันรับปากจะไปทำงานกับคุณพิสิฐ เจ้าของโรงแรมที่ส่งลูกค้ามาให้เรา” สโรชาตกใจเด้งห่างออกมาถามว่าคุณพิสิฐให้เป็นนายหน้าซื้อที่ดินแล้วทำไมต้องเข้าไปทำงานที่โรงแรมด้วย

“ทีแรกฉันก็คิดอย่างเธอว่านั่นแหละ แต่เห็นว่าเขาตั้งใจจะสร้างงานสร้างคนแล้วเขาก็ชวนหลายครั้งแล้ว ไม่อยากเล่นตัว อีกอย่างนึง เขาสุขภาพไม่ดี แต่ยังต้องทำงานหนัก มีลูก ลูกก็ไม่เอาไหน พึ่งไม่ได้ ฉันเลยตกปากรับคำจะไปทำสักพัก” เล่าแล้วขอตัวไปอ่านข้อมูลที่พิสิฐให้มา หยิบยาที่วางไว้พูดเหมือนจะเหน็บสโรชาในทีว่า “เข้าใจว่าเธอมียาครบแล้ว อันนี้คงไม่ต้อง” หยิบยาแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน

“มีลูก...ลูกไม่เอาไหนงั้นเหรอ...โห...ป๊า...”

สโรชาบ่นไม่ทันขาดคำก็จาม...ฮ้าดดดด...เช้ย!

ooooooo

วันนี้วิศรุตไปทำงานตามที่รับปากพิสิฐไว้

นวลเลขาของพิสิฐเป็นคนเปิดวีดิโอแนะนำข้อมูลให้วิศรุตที่ห้องประชุม

“นี่เป็นข้อมูลด้านต่างประเทศที่คุณพิสิฐฝากให้คุณวิศรุตดูค่ะ ส่วนในนี้เป็นแปลนที่จะทำศูนย์เรียนรู้บวกศูนย์การค้ามัลติเพล็กซ์ คุณสโรชาตรวจรอบหนึ่งแล้ว” วิศรุตทวนชื่อสโรชาที่เพิ่งได้ยินครั้งแรก นวลบอกว่า “ลูกสาวคุณพิสิฐค่ะ จะดูแลการตลาด แต่ช่วงนี้เธอยังไม่เข้ามา”

“ลิลลี่มัลติเพล็กซ์...ลิลลี่...” วิษศรุตอ่านที่หน้าจอ

“ใครเรียกชื่อฉัน?” เสียงสโรชาถามพร้อมกับโผล่เข้ามาในห้อง วิศรุตหันมอง เห็นสโรชาแต่งหน้าเข้มมาก แว่นก็เปรี้ยวสุดฤทธิ์ วิศรุตจ้องราวกับจะมองให้ทะลุหน้ากากนั้นเข้าไป

เมื่อเข้าไปในห้องทำงานของสโรชา เจ้าตัวหันหลังยืนจ้องออกไปนอกกระจกหน้าต่าง วิศรุตพึมพำ

“คุณสโรชา สุนทรเกษม...คุณลิลลี่”

“Yes, I am Sarosha ป๊าตั้งชื่อโครงการนี้ด้วยชื่อเล่นของฉัน ดังนั้น ฉันควรจะต้องมาดูแล ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมป๊าต้องให้คุณมาช่วย?!” วิศรุตบอกว่าตนไม่ได้มาสมัครแต่คุณพ่อเธอเรียกมาเอง “จะยังไงก็ตาม คุณดูแลในส่วนรับผิดชอบของคุณให้ได้ก่อนเถอะเรื่องซื้อที่ดินน่ะ เพราะถ้าไม่ได้ที่ดินมา ฉันว่าก็ป่วยการ คุณแน่ใจแค่ไหน ว่าจะติดต่อซื้อได้”

“ผมไม่ได้การันตี คุณพ่อคุณต่างหากที่คาดหวังกับผม” วิศรุตชี้แจงพยายามจะมองผ่านแว่นเข้าไปในดวงตาเธอ จนสโรชาต้องถอยห่าง “แล้วคุณจะคิดค่านายหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ คงไม่นะ เพราะตอนนี้คุณทำงานในฐานะพนักงานแล้วนี่”

“ผมมาทำงานนี้ เพราะเชื่อว่าคุณพ่อคุณตั้งใจดีที่จะสร้างงานและพัฒนาที่ดินจริงๆ ไม่ได้มาทำเพราะโลภอยากได้ค่านายหน้า!!”

“เอาเถอะ...ถ้าคุณซื้อได้เราค่อยคุยเรื่องนี้อีกที พวกเราไม่เอาเปรียบคุณหรอกคุณวิศรุต คุณไปได้แล้ว ห้องของคุณอยู่ทางขวา”

วิศรุตรู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้หญิงท่ามากคนนี้

เอาเสียเลย พอเขาออกไป สโรชาก็ถอนใจอย่างเหนื่อยมากกับการต้องเก๊กหน้าอย่างนี้

ฝ่ายวิศรุตก็ส่ายหน้าบ่นอย่างเหนื่อยใจว่า “ผู้บริหารหญิงมือใหม่ ทำไมต้องเก๊กขนาดนี้ด้วย”

ooooooo

ที่วังเทวาสถิตย์ อัศดง ทิวา และราตรี ฉงนกันว่าพระองค์หญิงทรงรับสั่งให้เตรียมเครื่องเสวยและขนมหวานไว้ทุกวันอย่างกับจะเสวยมากมาย

“พระองค์หญิงน่ะ มักจะมายืนรอชะเง้อเวลาคุณหญิงกลับวัง แต่ก็ไม่เห็นชวนเสวย ยิ่งคุณหญิงประสงค์สม ยิ่งเสวยน้อยอย่างกับแมวดม” อัศดงเอ่ย

“ทรงรอใครสักคนแน่ๆ ฉันว่านะ” ราตรีมั่นใจ

วันนี้คุณหญิงประสงค์สมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งจากวิศรุต เขาบอกว่าอ่านแล้วไม่ต้องคืน ตนคงไม่ได้ใช้ตนลาออกจากโรงเรียนนี้แล้ว เพราะได้งานอีกแห่งหนึ่ง คุณหญิงหน้าเสียถามว่างั้นเราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว? จึงเชิญเขาไปที่วังจะให้แม่ครัวทำอาหารอร่อยๆให้รับทานเป็นการขอบคุณในความกรุณาครั้งนี้

เมื่อพระองค์หญิงทรงทราบก็อนุญาตว่าหญิงทำถูกแล้ว เราต้องตอบแทนน้ำใจเขา เมื่อคุณหญิงจะพามามะรืนนี้ พระองค์หญิงบอกว่า “เมื่อไหร่ก็ได้สำหรับพ่อวิศรุตคนนี้ ย่าไม่ว่า”

ม.ร.ว.พิริยพงษ์ได้ยินก็พึมพำไม่พอใจ

“วิศรุต!! มันเป็นใคร ทำไมชื่นชมกันนัก!”

ooooooo

น้ำมนต์ถามสโรชาว่าแปลงกายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเบื่อหรือยัง สโรชาบอกว่ายัง น้ำมนต์มีเป้าหมายของตนเลยแซะ

“ไม่รู้ว่าหน้าที่ของลูกคืออะไร ลิลลี่...ตอนนี้แกต้องเลิกสนุกกับชีวิต หันมาทำงานจริงๆได้แล้ว ถ้าป๊าแกเป็นอะไรไปวันนี้พรุ่งนี้ แกจะทำยังไง”

“ขอเวลาสองวัน พลับพลึงจะหายไปจากโลกนี้” สโรชาบอก น้ำมนต์ดีใจมาก ที่ตนจะได้รถคันใหม่เร็วๆ นี้

เมื่อกลับถึงโฮมสเตย์ สโรชาต้องหลบเข้าทางประตูหลัง พอหลบเข้าห้องนอนได้ก็เดินพล่านอย่างสับสน คิดหาวิธีที่จะจากไปดีๆ เรียบเรียงคำพูดว่า “คุณวิศรุตคะ พลับพลึงจะขอลากลับบ้านนะคะ” ลองพูดดูแล้วถูกใจมาก

คืนนี้พลับพลึงมีความสุข เมื่อเห็นบรรยากาศที่โต๊ะอาหารทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

หลังอาหารมีการลอยกระทงกันโดยใช้กะลามะพร้าวจุดเทียนไว้ลอยไปในลำคลอง สโรชายืนอยู่

ข้างหลังวิศรุต เอ่ยอย่างปลื้มมากว่า

“สวยมาก ถ้าเป็นคืนลอยกระทงจริงๆคงสวยกว่านี้เยอะ ถ้าต้องจากไปก็คงคิดถึง”

“จากไปไหน หรือว่าคิดถึงบ้านขึ้นมาแล้ว” วิศรุตหันถาม สโรชาจึงจะพูดตามที่เรียบเรียงและซ้อมไว้ แต่พอพูดได้แค่ว่า “ค่ะ คุณวิศรุตคะ ถ้าฉันจะลา...” ก็ถูกธาราตะโกนจากท่าน้ำ ชวนวิศรุตไปลอยกระทงกัน
สโรชาเลยพูดค้างไว้แค่นั้น พอวิศรุตเดินไป เธอถอนใจโล่งอกที่ยังไม่ต้องลาออก...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น