วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 12

อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร



พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 12


หลังจากที่สโรชาไม่ได้ไปทำงานเป็นอาทิตย์ เมื่อเธอไปทำงานเห็นมีดอกพลับพลึงใส่แจกันอย่างสดชื่นสวยงามอยู่ในห้อง เธอถามว่าใครเอามา นารีบอกว่าวิศรุตเอามาให้เป็นอาทิตย์แล้ว เขามาเปลี่ยนให้ทุกเช้าและมีกระดาษโน้ตด้วย
สโรชาไปหยิบดู ในกระดาษโน้ตเขียนว่า
“ผมโทร.ไปแล้วคุณไม่ยอมรับสาย ผมคงทำได้แค่นี้ เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่คุณเห็น มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด อย่าเข้าใจผิด วิศรุต”
อ่านโน้ตแล้วสโรชาคิดถึงคำพูดของพิสิฐที่สอนเกี่ยวกับกฎของความรักข้อแรกที่ไม่ให้ทำตัวเป็นคนอ่านใจคน
สโรชาจึงรู้ว่าตนเข้าใจวิศรุตผิด เธอยิ้มเต็มหน้า ความรู้สึกแย่ๆหายไปราวกับปลิดทิ้ง เธอมาพยายามมองหาวิศรุต แต่กลับเจอชัยบดีถือช่อลิลลี่มาให้ เธอรับไว้ตามมารยาทต้อนรับเขาที่ห้องอาหาร ถามถึงอาการป่วยของพระองค์หญิง
น้ำมนต์กับประพันธ์ที่นัดจะไปดูหนังกันพอเห็นชัยบดีมาหาสโรชาจึงเปลี่ยนใจพากันติดตามแอบดูชัยบดีอย่างไม่ไว้ใจ แต่เสียท่าทำเสียงดังสโรชาจับได้ เธอบอกทั้งสองว่า
“มาก็ดีแล้ว มีเรื่องอยากให้ช่วยพอดี”
ooooooo
สโรชาพาชัยบดีไปทานอาหารที่ห้องอาหารโรงแรม เธอขอโทษที่ดึงเขาไว้จนค่ำ ชัยบดีว่าไม่เป็นไรถ้าท่านยายทราบว่ามาหาเธอท่านยิ่งไม่ว่าอะไร
สุทิศถือถาดแก้วเดินผ่านมาเห็นชัยบดีอยู่กับสโรชา เขาพึมพำว่าคราวที่แล้วคุณหญิง คราวนี้คุณสโรชา จึงคอยจับสังเกตชัยบดีอย่างไม่ไว้ใจ เห็นท่าไม่ดีก็รีบโทร.ไปบอกวิศรุต วิศรุตคว้ากุญแจรถออกจากบ้านทันที
สโรชาทำท่าจิบไวน์และแกล้งทำเป็นมึนบ่นกับชัยบดีว่าไวน์นี้ท่าทางแรงมากดื่มไปนิดเดียวรู้สึกมึนหัวจัง ชัยบดีทำท่าเป็นห่วงมากรีบเข้านั่งประกบ เมื่อเธอบอกว่าอยากไปพัก เขาอาสาไปส่ง สโรชาบอกว่าเธอมีห้องพักที่ โรงแรม ชัยบดีจึงประคองพาขึ้นไป สุทิศจับตามองตลอดเวลา เห็นท่าไม่ดีจึงแอบตามไปห่างๆ
พอเข้าห้อง สโรชาบอกว่ารู้สึกดีขึ้นแล้วชวนเขาดื่มต่ออีกหน่อย ชัยบดียิ้มกริ่มคิดว่าสโรชาไม่รอดมือตนแน่ ชัยบดียกไวน์ขึ้นดื่มหมดแล้วอย่างกระหยิ่ม เริ่มอ่อยคำหวานตาเยิ้ม ชมว่าคืนนี้เธอสวยจนตนอดใจไม่ไหวแล้ว โผเข้ากอดสโรชาทันที เธอรีบหลบก็เหมือนยิ่งยั่ว
“หนีทำไมละครับ คุณเองก็พอใจตัวผม ผมก็พอใจตัวคุณ เราสองคนยังไงก็วิน...วินกันอยู่แล้ว”
ขณะชัยบดีกำลังไล่ปล้ำสโรชาไปรอบห้องในสภาพที่ตัวเองเกือบหมดสติแล้วนั้น ประตูเปิดผลัวะออกวิศรุตตรงเข้ากระชากคอเสื้อเขาต่อยเปรี้ยง ชัยบดีก็ร่วงลงไปกอง สโรชารีบห้าม ขณะเดียวกัน น้ำมนต์กับประพันธ์ก็โผล่ออกจากห้องน้ำ
ที่แท้ประพันธ์เป็นคนผสมไวน์สูตรใหม่ที่เขาบอกว่าสูตรนี้แรงขนาดช้างยังล้มได้ใน 10 นาทีแล้วคนจะเหลืออะไร
สโรชารีบเข้าไปถอดแหวนจากนิ้วชัยบดีส่งให้วิศรุต และบอกให้ประพันธ์กับน้ำมนต์หิ้วปีกชัยบดีออกไปจากห้อง
“คุณทำแบบนี้ทำไม มันอาจจะไม่ใช่แหวนของผมก็ได้”
“คุณจะปฏิเสธว่าผู้หญิงในรูปนี้ไม่ใช่คุณแม่ของคุณเหรอคะ...อย่าหนีความจริงอีกเลยนะคะ ต่อให้คุณหนีไปไกลแค่ไหน คุณก็หนีตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ คุณวิศรุต ราชโยธิน”
วิศรุตพูดไม่ออก เขารับแหวนวงนั้นคืนด้วยความ รู้สึกดีใจ...โล่งใจ
สุทิศถามประพันธ์กับน้ำมนต์ว่ามันเรื่องอะไรกัน น้ำมนต์บอกว่าตอนนี้ต้องจัดการกับชัยบดีก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง
น้ำมนต์กับประพันธ์พาชัยบดีไปส่งที่หน้าวัง เมื่อสโรชาบอกวิศรุต เขาเกรงว่าชัยบดีจะเอาเรื่องเธอที่เอาแหวนวงนั้นมา สโรชาบอกว่าแหวนนั้นเป็นของเขา
ส่วนชัยบดีเป็นแค่หัวขโมยคนหนึ่งเท่านั้น
วิศรุตบ่นว่าทำไมเธอชอบทำอะไรให้ตนเป็นห่วงอยู่เรื่อย สโรชาตัดสินใจพูดความในใจว่า
“ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อ...คนที่ฉันรักน่ะสิคะ” วิศรุตอึ้ง ถามว่าผู้หญิงบอกรักผู้ชายก่อนได้ยังไง “ป๊าสอนฉันเองว่าความรักต้องชัดเจน รักก็บอกว่ารัก แต่ถ้าคุณไม่รักก็บอกฉันมาเลยก็ได้ ฉันจะได้ไม่ต้องตอแยคุณให้รำคาญใจอีก”
ความกล้าหาญชนิดที่ผู้ชายอกสามศอกต้องได้อายนี้ ทำให้วิศรุตคว้าแขนสโรชาดึงเข้ามากอดไว้แนบแน่นอย่างไม่ยอมให้พรากจากไปไหน สโรชารู้สึกอบอุ่นใจจนเผลอกอดตอบ วิศรุตจ้องตาเธอแล้วก้มลงจนหน้าผากชิดกัน ถามแผ่วเบาว่า
“แค่นี้ชัดเจนพอไหมครับ”
ขณะสโรชาออกจากห้องพร้อมวิศรุตนั่นเอง เจอพิสิฐที่จะไปดูห้องที่จะรับแขกพิเศษพอดี พิสิฐตกใจมากที่เห็นลูกสาวออกจากห้องกับวิศรุต แต่ด้วยความเข้าใจของสองพ่อลูก สโรชาชี้แจงจนพิสิฐเข้าใจได้
ส่วนชัยบดีถูกนำใส่รถตัวเองไปจอดที่หน้าวัง สายัณห์กับอัศดงมาเจอ ช่วยกันพาเข้าในวัง เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา เขาสงสัยว่าตัวเองขับรถกลับวังมาได้อย่างไร แล้วก็ตกใจเมื่อรู้ว่าแหวนหาย เขารีบค้นทั้งที่โต๊ะและเตียง พอดีมือถือดังขึ้นจึงไปรับ
เป็นสายจากวินิตนัดพบกันนอกจากถามข่าวคราวพระองค์หญิงแล้วที่สำคัญเพื่อนัดไปตรวจ DNA เพื่อคนอื่นจะได้ไม่เอาไปครหากัน ทีแรกชัยบดีไม่กล้าตอบ จนวินิตถามย้ำเขาจึงจำต้องตอบรับแต่ขอให้ท่านยายหายดีก่อนสักอีกอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ วินิตรู้สึกผิดสังเกตกับอาการลังเลของชัยบดี แต่ไม่พูดอะไร
ooooooo
ประพันธ์กลับมาเล่าให้ธารากับอธิปฟังว่า ชัยบดีคือวิศรุตตัวปลอม คุณวิศรุตของเราต่างหากที่เป็นทายาทของพระองค์หญิง แต่คุณวิศรุตของเราก็ยังไม่ยอมไปแสดงตัวสักที
อธิปบอกว่าอยากเห็นหน้าวิศรุตตัวปลอมนัก พอดีประพันธ์ถ่ายรูปไว้เลยเอาให้ดู พอเห็นรูปอธิปอุทาน
“ไอ้หมอนี่มันคนคุมบ่อนนี่”
“คนคุมบ่อน” ทุกคนร้องพร้อมกัน จ้องหน้าอธิปกันเขม็ง!
ฝ่ายชัยบดีร้อนใจที่หาแหวนไม่เจอแต่ก็ไม่กล้าบอกใคร พอดีคุณชายเข้ามาถามอย่างไม่พอใจว่าบ้าไปแล้วหรือที่ไปรับปากจะตรวจ DNA ชัยบดีว่าในสถานการณ์นั้นถ้าตนไม่รับปากไปก็ต้องถูกสงสัยแน่ คุณชายถามว่าแล้วทำไมไม่บอกตน
ชัยบดีดักคอว่าคุณชายอยู่ให้บอกเสียที่ไหนล่ะ นี่ก็คงเพิ่งกลับจากบ่อนมาสิท่า คุณชายฉุนกระชากคอเสื้อตัดบท
“ไม่ต้องมาทำปากดี บอกมาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ฉันไม่อยู่”

ชัยบดีจำต้องบอกจริยากับคุณชายว่าแหวนหาย ทั้งสองโวยวายว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะแหวนนั้นเป็นหลักฐานสำคัญมากในการยืนยันความเป็นตัวตนของวิศรุตที่เป็นทายาทของหม่อมเจ้ากิรติโสภณ คาดคั้นว่าไปทำหายที่ไหน ชัยบดีไม่กล้าบอก ตัดบทว่าตนจะหาให้เจอคงไม่หายไปไหนหรอก
ระหว่างสามคนนั่งคุยกันในร้านอาหาร แก้วกิริยาผ่านมาเห็นแปลกใจว่าสามคนนี้มาคุยกันได้อย่างไร กลับไปเล่าให้วินิตฟัง เขายิ่งแปลกใจ เมื่อวินิตากลับมาวินิตจึงถาม วินิตาบอกว่าตนก็ไม่ทราบ แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่ครอบครัวเราเข้าใจกันง่ายๆ คุณพ่อไม่ดีใจหรือชัยบดีคิดจะไปถามสโรชาเรื่องแหวน พอผู้จัดการไปบอกว่ามีคนมาขอพบ เธอแอบดู พอเห็นว่าเป็นชัยบดีเธอไม่ให้พบให้ผู้จัดการไปบอกว่าเธอไม่อยู่ ชัยบดีกลับไปอย่างหงุดหงิด สวนกับอธิป อธิปตกใจรีบหลบเอาหน้าไปซุกอกประพันธ์
สโรชาเห็นน้ำมนต์ ถามว่ามาได้ยังไง น้ำมนต์บอกว่า “มีเรื่องสำคัญมากจะบอกแกน่ะสิ”
น้ำมนต์พาอธิปไปเล่าเรื่องชัยบดีเป็นนักเลงคุมบ่อนให้สโรชาฟังพร้อมกับเอารูปถ่ายขณะคุมบ่อนให้ดู
“คุณวิศรุตตัวปลอม จริงๆ คือนายชัยบดีคนคุมบ่อนงั้นหรือ?” สโรชาพึมพำ น้ำมนต์เตือนว่าจะปล่อยให้คนอย่างนี้ไปอยู่ในวังเทวาสถิตย์ไม่ได้นะ บอกสโรชารีบบอกวิศรุตให้รีบเปิดเผยตัวได้แล้ว “ฉันเคยถามเขาแล้ว แต่เขาก็ยังไม่มีทีท่าจะอยากเปิดเผยความจริงเลย”
“แล้วเราจะปล่อยให้ไอ้หมอนี่มันลอยหน้าเป็นคุณวิศรุตไปเรื่อยๆเหรอครับ” อธิปถาม ทำให้สโรชาคิดหนัก
ooooooo
คุณหญิงประสงค์สมอาเจียนผิดปกติจึงแอบตรวจการตั้งครรภ์ คุณหญิงช็อกน้ำตาร่วงเมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ เสียใจจนคิดจะกรีดข้อมือตัวเอง แต่ใจไม่แข็งพอ ในที่สุดตัดสินใจโทร.หาวิศรุต
คุณหญิงบอกวิศรุตว่าตนอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ช่วยเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศยิ่งเร็วก็ยิ่งดี วิศรุตผิดสังเกต ซักถามว่า
“คุณหญิงครับ เรื่องนี้มันเกี่ยวกับ...นายวิศรุตคนนั้นหรือเปล่า คุณหญิงสบตาผมสิครับ...ตอบผม...ใช่ไหม”
ในที่สุดคุณหญิงก็ยอมรับ วิศรุตแค้นมากประกาศจะเอามันเข้าคุกให้ได้ คุณหญิงตกใจมากรีบห้าม
“ไม่ได้ค่ะ ไม่นะคะ เกียรติยศชื่อเสียงวงศ์ตระกูลมันจะถูกทำลายเพราะหญิงอีกคนนึงไม่ได้ ท่านย่าจะเสียพระทัยแค่ไหน” วิศรุตถามว่าจะปล่อยให้เขาลำพองใจไม่ถูกลงโทษหรือ “ถ้าเขาถูกลงโทษ...แล้วหญิงล่ะคะ หญิงจะต้องแต่งงานกับเขางั้นหรือ “ก็ไม่เห็นต้องแต่งนี่ครับ...หรือว่า...”
เมื่อรู้ว่าคุณหญิงตั้งครรภ์ วิศรุตถึงกับกุมหัว แต่รีบเรียกสติคืนมาอย่างเร็ว พูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“ผมจะไม่ยอมให้น้องสาวของผม เผชิญปัญหานี้โดยลำพัง! เชื่อผม ผมจัดการได้...น้องหญิง” วิศรุตกอดปลอบ
ooooooo
วิศรุตตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ เข้าพบพระองค์หญิงพร้อมคุณหญิงประสงค์สม สารภาพกับพระองค์หญิง คุณหญิงสารภาพว่าตนผิดไปแล้ว พระองค์หญิงเสียพระทัยมาก รำพึงอย่างร้าวราน
“นี่ฉันทำกรรมอะไร ลูกหลานผู้หญิงถึงได้เป็นแบบนี้” พระองค์หญิงลุกเดินไปเกาะหน้าต่างสูดลมหายใจเพื่อรวบรวมสติ “อยากจะสมน้ำหน้าตัวเองนัก ลูกก็เป็นไปแล้วคนหนึ่ง นี่มาหลานสาวอีก จะตามรอยกันเหมือนคำสาปรึไง”
เวลาเดียวกันสโรชาก็มาขอเฝ้าพระองค์หญิง อัศดงบอกว่าวิศรุตก็มีเรื่องด่วนยังเฝ้าอยู่ให้รอก่อน สโรชาร้อนใจสงสัยว่าวิศรุตมาเฝ้าเรื่องอะไร ยอมเสียมารยาทไปแอบฟัง
“กระหม่อมกราบขอประทานพระกรุณา โปรดประทานอภัย กระหม่อมรักน้องหญิง กระหม่อมจะรับผิดชอบทุกอย่างไม่ให้น้องหญิงต้องเสียใจเหมือน...”
“หญิงผิดเพคะท่านย่า แต่หญิงจะไม่ยอมให้ท่านย่าเสียพระทัยไปมากกว่านี้ เราจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด ขอท่านย่าประทานพระกรุณา อย่าทรงเรียกสินสอด...”
พระองค์หญิงทรงโบกหัตถ์ไม่ให้พูดต่อ ยืดองค์แสดงความเสียพระทัยและผิดหวังมาก ที่คนที่ท่านไว้ใจมากมาทำให้เสียใจที่สุด แต่มีบทเรียนจากหม่อมเจ้ากิรติมาแล้ว เมื่ออะไรจะเกิดก็ต้องยอมรับมัน บอกวิศรุตว่า
“เธอมาจัดการตามประเพณีให้เรียบร้อย สินสอดฉันไม่เรียกร้อง หมั้นกันเงียบๆ จัดงานแต่งเล็กๆก็พอ ให้เร็วที่สุด ส่วนจะเข้ามาอยู่ที่นี่หรือจะให้ประสงค์สมย้ายออกไป ตามใจเธอ ไปตกลงกัน...”
สโรชาแอบฟังอยู่ถึงกับน้ำตาร่วง เธอกลับไปพร้อมน้ำตาที่แสนจะเจ็บปวด พระองค์หญิงออกมาเจออัศดงบอกว่าอยากขึ้นไปพัก อัศดงเรียนว่าเมื่อครู่สโรชามาขอเข้าเฝ้าแต่เธอกลับไปแล้วสงสัยจะไม่สบายเห็นตาแดงๆ
วิศรุตได้ยินชื่อสโรชาเขารู้ทันทีว่าเธอคงได้ยินที่ตนคุยกับพระองค์หญิงแล้ว เขาปวดใจและสงสารเธอสุดหัวใจ
คุณหญิงแอบมองปฏิกิริยาของวิศรุต รู้ทันทีว่าเขารักสโรชา แต่ความเห็นแก่ตัวทำให้คุณหญิงทำหน้านิ่งไว้
ooooooo
วิศรุตสั่งปิดโฮมสเตย์เพื่อให้ทุกคนไปช่วยงานหมั้นของตนกับคุณหญิงประสงค์สมที่วัง ทำเอาทุกคนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับการหักมุมตัวเจ้าสาว
แม้ต่อหน้าทุกคนวิศรุตจะทำตัวปกติ แต่เมื่ออยู่กับตัวเอง เขาดูดอกพลับพลึงแล้วยิ่งคิดถึงสโรชา
พิสิฐกับลัดดาเห็นสโรชาซึมเศร้าก็เข้าใจได้ เมื่อสโรชาไม่ยอมพูดอะไร พิสิฐบอกลัดดาว่าคงต้องปล่อยให้สโรชาคิดแก้ปัญหาหัวใจของตัวเอง
น้ำมนต์เป็นคนเดียวที่เข้าหน้าสโรชาได้ ถามว่าทำไมจู่ๆ วิศรุตจึงจะแต่งงานกับคุณหญิงประสงค์สมทั้งๆ ที่รักอยู่กับเธอ เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า สโรชาบอกว่าตนได้ยินมากับหูตัวเองเรื่องการวางแผนแต่งงานก็น่าจะเชื่อได้อยู่แล้ว แต่น้ำมนต์ก็ยังติงว่าเธอเคยเข้าใจผิดเขาทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ก็น่าจะถามให้ชัดเจน
สโรชาทำใจไม่ได้ที่จะพูดด้วยตนเอง เมื่อไปหาวิศรุตที่เรือนพลับพลึง เธอจึงเขียนโน้ตถามเขาว่า
“ครั้งก่อนฉันเข้าใจผิด แต่ครั้งนี้ฉันแค่อยากรู้ว่าฉันไม่ได้เข้าใจผิดใช่ไหมคะ” วิศรุตตอบไม่เต็มปากว่า
“ผมกำลังจะหมั้นกับคุณหญิงประสงค์สมจริงๆ”
สโรชาน้ำตาร่วงทันทีถามย้ำว่า “แล้วสิ่งที่คุณบอกฉันคืนนั้น มันเป็นเรื่องโกหกงั้นสิ”
เมื่อสโรชาถามถึงวันที่เขาดึงเธอเข้าไปกอดแทนคำตอบว่ารักแล้วถามว่า “แค่นี้ชัดเจนพอไหม” พูดถึงวันนั้นแล้ว ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันด้วยความเสียใจ
คุณหญิงประสงค์สมเห็นอารมณ์ของทั้งสอง ก็กลัวว่าวิศรุตจะเปลี่ยนใจเรื่องตน แกล้งว่าจะเป็นลม
จนวิศรุตต้องผละจากสโรชามาดูแลเธอ สโรชาได้แต่ยืนมองภาพนั้นอย่างเจ็บปวด
พอแยกวิศรุตออกมาได้แล้ว คุณหญิงก็อาการดีขึ้น เธอขอโทษวิศรุตบอกว่าตนไม่อยากอ่อนแอเช่นนี้เลย วิศรุตกุมมือคุณหญิงปลอบโยนว่า
“อย่าคิดมากเลยครับ ช่วงนี้คุณหญิงควรรักษาสุขภาพไว้ให้ดี ถ้าเกิดวันหมั้นไม่สบายขึ้นมาจะแย่นะครับ”
ได้ยินวิศรุตพูดเช่นนั้นคุณหญิงสบายใจขึ้นที่เขายังยืนยันงานหมั้นเหมือนเดิม จับมือวิศรุตบีบแน่นบอกว่า
“ค่ะ หญิงจะดูแลตัวเองให้ดี วันงานของเราจะต้องผ่านไปด้วยดี ขอบคุณนะคะคุณวิศรุต”
วิศรุตยิ้มให้คุณหญิงแต่ดวงตากลับเศร้าอยู่ลึกๆ
ooooooo
ชัยบดีเห็นที่วังเตรียมจัดงานก็ถามบรรดาสาวใช้แต่ไม่มีใครกล้าตอบ พระองค์หญิงบอกว่าท่านไม่ให้บอกเอง แต่ตอนนี้ควรรู้แล้วจะได้ช่วยกันรับแขกในงานหมั้นหญิงประสงค์สมชัยบดีร้อนรนมาก เมื่อเจอคุณชายพิริยพงษ์ก็บอกอย่างตึงเครียดว่า
“คุณหญิงประสงค์สมกำลังจะหมั้นแล้วก็แต่งงานกับวิศรุต มรุพงษ์ ผมยอมไม่ได้”
คุณชายเองก็ตกใจเพราะคาดไม่ถึง แต่พอชัยบดีบอกว่าคุณหญิงท้องคุณชายก็ยิ่งตกใจถามว่าคุณหญิงไปกับใครมา ชัยบดีบอกว่า “ไปกับฉัน” คุณชายก็เงื้อหมัดชกแต่วืด ชัยบดีขู่ว่าตนจะแต่งงานกับคุณหญิงถ้าคุณชายไม่จัดการให้ ทุกคนในวังก็จะได้เห็นไส้เน่าๆของคุณชายแน่
“คิดจะแต่งงานกับน้องหญิงเหรอ ฝันไปเถอะแกมันไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไอ้นักเลงคุมบ่อน พ่อแม่แกมีสกุลรุนชาติรึเปล่า เป็นใครอยู่ที่ไหนยังไม่รู้เลย”
เมื่อถูกคุณชายปฏิเสธทั้งยังดูถูกเหยียดหยามก็ถามว่า “ตกลงแกจะให้น้องสาวแต่งงานกับไอ้วิศรุตนั่นใช่ไหม”
“อย่างน้อยมันก็เป็นนักเรียนนอก มีกิจการ มีงานมีการทำ ไม่ใช่สถุลอย่างแก ไอ้งูพิษ!! เลี้ยงไม่เชื่อง!!”
“ถ้าผมเป็นงูพิษ แล้วคุณชายล่ะเป็นอะไร ไอ้ผีพนัน ไอ้เนรคุณ!”
สิ้นเสียงด่าของชัยบดี คุณชายก็ต่อยไม่ยั้ง พอชัยบดีตั้งหลักได้ก็คว้าท่อนไม้ฟาดถูกหน้าคุณชายจนเลือดออก คุณชายเลือดขึ้นหน้าชักปืนออกยิงเฉี่ยวที่แขน ชัยบดีโดดน้ำหนีไป คุณชายหันมาเห็นสายัณห์ยืนดูอยู่ขู่ว่า
“ปิดปากให้เงียบไม่อย่างนั้นจะโดนยิงอีกคน”
ในวังพากันตกใจแตกตื่นเมื่อได้ยินเสียงปืน คุณชายเข้ามาพร้อมรอยแผลบนใบหน้าบอกว่าโจรเข้าบ้านแต่ตนไล่มันกระเจิงไปแล้ว วิศรุตจึงให้คนที่โฮมสเตย์มาช่วยดูแลความปลอดภัยในวัง พระองค์หญิงถามถึงชัยบดี คุณชายบอกว่าไปข้างนอก สวนกับตนตอนเข้ามา ตัดบทว่า เดี๋ยวตนจะโทร.บอกเองที่แท้ชัยบดีบาดเจ็บที่แขนเล็กน้อย เมื่อขึ้นฝั่งเขาคำรามแค้น
“ยังไงฉันก็ไม่ยอมเสียลูกเมียให้ใคร เรื่องมันไม่จบแค่นี้ ไอ้คุณชาย ไม่แกก็ฉันต้องตายไปข้างหนึ่ง”
ooooooo
เพราะคุณหญิงประสงค์สมไปเชิญสโรชาให้มางานและว่าอาหารคาวหวานจากโรงแรมด้วย วันนี้สโรชาจึงมางานพร้อมอาหารคาวหวานจนถูกน้ำมนต์แซว สโรชาชี้แจงว่า
“ฉันมาคิดดูแล้ว ในเมื่อคนที่เรารักกำลังจะมีความสุข ฉันก็ควรยินดีกับเขาไม่ใช่หรือ”
แต่ขณะประกอบพิธีหมั้นนั่นเอง ชัยบดีก็เข้ามาในงาน ชัยบดีประกาศว่า
“ท่านยาย น้องหญิงจะหมั้นจะแต่งงานกับใครไม่ได้ทั้งนั้น”
คุณชายสั่งให้ชัยบดีหุบปาก แต่นาทีนี้ไม่มีอะไรหยุดเขาได้แล้ว ชัยบดีประกาศว่าตนคือพ่อของเด็กในท้องคุณหญิง
คุณหญิงตกใจบอกว่าเขาเสียสติไปแล้ว พลางเข้าไปเกาะแขนวิศรุต ชัยบดีเข้าไปกระชากตัวคุณหญิงออกมาบอกว่าตนไม่ยอมให้ลูกเมียไปอยู่กับคนอื่น
เกิดการยื้อยุดกันขึ้น พิริยพงษ์ปรามชัยบดีว่าถ้ายังไม่หยุด คราวนี้ตนเอาถึงตายแน่
“ก็เอาสิ มาดูกันว่าใครกันแน่ที่จะต้องตาย” ชัยบดีชักปืนออกมา พิริยพงษ์รีบถอยหนี ผู้คนแตกตื่นอลหม่าน “วันนี้ฉันจะยิงแกให้เหมือนหมาตัวหนึ่งเลย”
พิริยพงษ์ตะโกนให้ช่วยกันจับชัยบดีไว้บอกว่ามันไม่ใช่หลานท่านย่า ชัยบดีเล็งปืนใส่พิริยพงษ์ วิศรุตพุ่งเข้าไปผลักพิริยพงษ์ให้พ้นวิถีกระสุน เขาจึงถูกยิงที่หัวไหล่ พิริยพงษ์รีบหนีออกไปจากงาน สโรชาถลาไปประคองวิศรุตไว้ ส่วนชัยบดีลากคุณหญิงหนีไป
สโรชาให้คนเรียกรถพยาบาลพาวิศรุตส่งโรงพยาบาล ในขณะที่พระองค์หญิงตกใจเป็นลม
ooooooo
คุณชายพิริยพงษ์ไปหาจริยาบอกให้ช่วยตนด้วย ชัยบดีกำลังจะฆ่าตน ถ้าไม่ช่วยตนจะแฉว่าเธอเป็นคนคิดแผนทั้งหมด ปรากฏว่าชัยบดีตามคุณชายไปที่บ้านจริยาประกาศว่า
“วันนี้ถ้าแกไม่ตายฉันก็ตาย!”
คุณชายพิริยพงษ์วิ่งไปเอาปืนที่รถและยิงชัยบดีล้มลงเลือดสาด ชัยบดีในสภาพใกล้ตายยื่นมือมาร้องเรียกคุณหญิง คุณหญิงเข้าไปกุมมือไว้จนเขาสิ้นใจ ส่วนพิริยพงษ์ถูกตำรวจจับไป
คุณหญิงในชุดดำนั่งเศร้าอยู่หน้าเตียงท่านย่าที่ประชวรเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์หญิงรำพึงสลดว่า
“ชายพิริยพงษ์คบแต่คนพาล สุดท้ายก็พากันพบแต่ความวิบัติ จะว่าไป ย่าก็ผิดเหมือนกัน คนเราทุกคนมีข้อเสีย ย่าอาจจะเลี้ยงหลานผิดๆ มัวแต่คิดถึงคนที่ไม่อยู่ จนลืมใส่ใจคอยสั่งสอนคนที่ยังอยู่ สงสารก็แต่เราต้องมารับเคราะห์กรรมเพราะพี่ชาย”
“หญิงทำให้ท่านย่าต้องเสื่อมเสีย ทำให้วังเทวาสถิตย์ต้องอับอาย”
“อย่าโทษตัวเอง ย่ารู้ว่าหญิงไม่ได้ทำอะไรผิด คนผิดคือพิริยพงษ์ ส่วนคนชั่วที่มันทำให้หญิงเสียเกียรติและหลอกย่าก็จบชีวิตลงอย่างน่าอนาถไปแล้ว”
“หญิงอโหสิกรรมให้เขาไปแล้วเพคะ ส่วนเรื่องพี่ชายพิริยพงษ์...”
คุณหญิงหยุดพูดเมื่ออัศดงเข้ามาบอกว่าทนายสมภพมาแล้ว พระองค์หญิงให้เข้ามา
พระองค์หญิงกำชับทนายให้ช่วยคุณชายเต็มที่ และฝากบอกเขาว่า “ไม่ว่าศาลตัดสินอย่างไร แต่ขอให้เขารู้ว่าวังเทวาสถิตย์จะไม่ทอดทิ้งเขา ขอให้สำนึกในความผิด เมื่อสิ้นสุดคดีความเขาก็ยังเป็นหลานชายของฉันไม่เปลี่ยนแปลง”
เมื่อไปพบคุณชาย ทนายสมภพบอกคุณชายว่า “ผมพยายามทำตามคำสั่งของเสด็จแล้วแต่คดีนี้ผู้ตายพัวพันกับบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ตำรวจจึงไม่ยอมให้ประกันตัวคุณชาย”
“ท่านย่า ชายผิดไปแล้ว ชายเสียใจ...” คุณชายร้องไห้เสียใจ
วินิตามาเยี่ยมคุณชายยอมรับว่าทีแรกรับไม่ได้ที่คุณชายฆ่าคนตาย แต่เมื่อคิดแล้วเห็นความดีของคุณชายที่ไม่เคยขัดใจตนและที่คุณชายเป็นแบบนี้ตนก็มีส่วน ตนจึงสมควรมาหาคุณชาย คุณชายซึ้งใจมาก
“วิไม่กล้าสัญญาว่าต่อไปเรื่องของเราจะเป็นยังไง แต่วิจะไม่ทิ้งคุณชายให้เผชิญหน้ากับปัญหาคนเดียวแน่ๆ”
คุณชายและวินิตาจับมือกันร้องไห้ ต่างคิดได้และไม่ทิ้งกัน
ooooooo
สโรชาหายไปหลายวัน พิสิฐรู้จากสาวใช้ว่าเธออยู่ในครัวจึงไปหา ชมว่ากลิ่นซุปหอมจังมีให้ป๊าบ้างไหม สโรชาบอกว่าไม่มี ป๊าอยากกินก็ให้น้าลัดดาทำให้ ที่ทำอยู่นี่จะเอาไปให้วิศรุตที่โรงพยาบาล
พิสิฐกับลัดดาจึงถามถึงอาการของวิศรุต เธอบอกว่าดีขึ้นมากแล้วแต่หมออยากให้อยู่ดูอาการอีกสักพักตนเลยต้องไปดูแล แล้วรีบขอตัวไปก่อนที่อาหารเช้าของโรงพยาบาลจะมา“หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรให้เจ้าลี่ต้องเสียน้ำตาอีกนะ” พิสิฐได้แต่หวังอย่างนั้น
สโรชาไปถึงปรากฏว่าคุณหญิงไปถึงก่อนแล้วและนั่งปอกผลไม้ให้วิศรุตอยู่ สโรชาจึงขอตัวกลับ วิศรุตมองอย่างลำบากใจ คุณหญิงคิดได้ว่าตอนนี้เรื่องตนใครๆก็รู้กันทั่วแล้วตนไม่ควรมาหาเขาอีก วิศรุตบอกคุณหญิงว่าไม่ต้องกังวลตนยังคงเหมือนเดิม คุณหญิงถามว่าแล้วเรื่องแต่งงานล่ะ?
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของผมได้ครับ คุณหญิงต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ต้องแคร์ว่าใครจะมองว่ายังไง ผมจะไม่ยอมให้เด็กเกิดมาโดยไม่มีพ่อ เขาจะเป็นลูกผม”
คุณหญิงแอบมีความหวัง ถามว่าทำไมเขาจึงช่วยตนทั้งๆที่หลายคนก็รู้เรื่องของตน วิศรุตยืนยันความรักของพี่ชายที่จะปกป้องน้องสาว แม้ว่าคุณหญิงจะซาบซึ้งใจแต่ก็แอบผิดหวังที่วิศรุตก็ยังรักตนเหมือนน้องสาวอยู่นั่นเอง...

หลังจากที่วิศรุตออกจากโรงพยาบาลแล้ว สโรชามาหาเขาที่โฮมสเตย์ เขาถามเธอว่า
“คุณจำได้ไหม คุณบอกผมเอง ไม่ว่าผมจะหนียังไงก็ไม่มีวันหนีเงาตัวเองไปได้ แล้วมันก็ต้องเป็นแบบนั้นจริงๆ ยังไงผมก็เป็นคนของวังเทวาสถิตย์ ผมมีญาติพี่น้อง มีท่านยายเป็นครอบครัวที่เหลืออยู่ ผมคงทิ้งพวกเขาเผชิญกับความทุกข์โดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้”
สโรชาซึ้งในคำพูดของเขา เธอบอกกับตัวเองว่า
“ฉันเข้าใจค่ะ เพราะคุณเป็นคนดีแบบนี้ ฉันถึงได้...รักคุณ คุณวิศรุต...”
ooooooo
สโรชาให้ลัดดาช่วยจัดซื้อตั๋วเครื่องบินให้ พิสิฐเข้าใจความรู้สึกของลูกจึงไม่ซักไซ้อะไร
ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็กลับไปโฮมสเตย์ขอไปซึมซับความเป็น “พลับพลึง” ของตนก่อนที่จะไม่ได้สัมผัสอีก
ทุกคนที่โฮมสเตย์ต้อนรับและให้ความรักสโรชาอย่างมาก จนคุณหญิงประสงค์สมที่หิ้วตะกร้าขนมมาฝากเห็นแล้วก็ละอายใจ
จริยาปรารภกับวินิตว่า ยิ่งที่วังใกล้จะมีงานมงคลตนก็ยิ่งอยากไปกราบขอขมาพระองค์หญิง วินิตบอกว่าเรื่องนี้ให้ตนจัดการเอง ส่วนตัวเธอทำใจให้สบายอย่าคิดอะไรมากก็พอแล้ว
จู่ๆ แนนซี่ก็กลับมาโดยไม่ส่งข่าวล่วงหน้า น้ำมนต์กับประพันธ์นึกว่าแขกจะมาพัก บอกว่าช่วงนี้ปิดปรับปรุง และเจ้าของเขาจะแต่งงานเลยไม่มีเวลาจะต้อนรับแขก
แนนซี่ตกใจถามว่าแต่งกับใคร พอน้ำมนต์บอกว่า คุณหญิงประสงค์สม แห่งวังเทวาสถิตย์ แนนซี่ถามว่าเป็นไปได้ไง
พอดีวิศรุตกลับมา แนนซี่ถามว่ายังไม่ได้ไปแสดงตัวที่วังใช่ไหม เขาบอกว่าตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว แนนซี่ขัดใจนัก ถามว่าพรุ่งนี้ใครนำทางเข้าวังได้บ้าง บรรดาที่อยู่แถวนั้นต่างยกมือกันพรึ่บ
แนนซี่ตำหนิวิศรุตว่าทำไมต้องกังวลกับการทำสิ่งที่ถูกต้อง ถามว่า
“ลืมที่ป้าเคยสอนตอนเด็กแล้วหรือไง ความจริง ความถูกต้องและความดีต้องมาพร้อมๆกัน อย่าลังเลอีกเลยนะวิศรุต”
รุ่งขึ้นเมื่อแนนซี่เข้าเฝ้าพระองค์หญิง ต้องทบทวนกันพักหนึ่งพระองค์หญิงจึงจำได้ แนนซี่บอกว่าตนมีเรื่องสำคัญต้องมาทูลด้วยตัวเอง
“ดิฉันขอเล่าต่อหน้าพระพักตร์เสด็จพระองค์ชายมรุพงษ์ประพัฒน์เลยนะคะ”
แนนซี่เล่าถึงคืนอัปยศที่ท่านหญิงหนีออกจากวังไปพบตนที่บ้าน เป็นเวลาที่ตนกำลังจะย้ายไปเป็นพยาบาลที่ยุโรปพอดีท่านหญิงจึงขอตามไปด้วย เล่าจนถึงท่านหญิงคลอดบุตรชายจึงเขียนจดหมายส่งมาที่นี่ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
จนเสด็จพระองค์ชายสิ้นพระชนม์ ท่านหญิงตั้งใจจะพาลูกชายมากราบพระศพ แต่บังเอิญป่วยหนัก แล้วก็ได้มาทราบว่านายพันโทวินิตก็มีธิดาอีกสองคนกับภรรยาตามกฎหมาย ท่านหญิงพระทัยไม่ค่อย
แข็งแรงอยู่แล้ว มาเจ็บคราวนั้นก็เลย...แนนซี่บอกว่า “ท่านสิ้นใจอย่างสงบค่ะ” พระองค์หญิงเศร้าเสียพระทัยอย่างยิ่ง คาดหวังว่าคงมีโอกาสได้พบหลาน
แนนซี่บอกว่าตนให้กลับมาเมื่อหลายปีก่อน สั่งนักสั่งหนาให้มาเข้าเฝ้าแต่เขาก็ไม่กล้ามาจนบัดนี้ พระองค์หญิงตื่นเต้นถามว่าเขามาแล้วหรือ แนนซี่จึงเอาแหวนให้พระองค์หญิงดู พอดีคุณหญิงประสงค์สมเอาชาและของว่างเข้ามา พระองค์หญิงบอกว่าเราจะได้เจอพี่ชาย แล้วนะ
เวลาเดียวกันนั้น พลโทวินิตถือพานใส่พวงมาลัยจะมาขอขมาพระองค์หญิง
เมื่อแนนซี่เรียกวิศรุตเข้ามากราบพระองค์หญิง พระองค์หญิงทรงปลื้มปีติอย่างล้นพ้น พลโทวินิตดีใจจนลืมตัว ร้อง
“วิศรุตลูกพ่อ ลูกกระหม่อมอยู่ที่นี่ใช่ไหมกระหม่อม” พระองค์หญิงบอกวินิตว่า
“สวรรค์กำหนดไว้แล้วจริงๆ มารู้จักลูกชายเธอไว้สิวินิต”
พระองค์หญิงทรงปลื้มปีติเป็นล้นพ้น บอกวิศรุตว่า
“หลานชาย ตั้งแต่เธอเดินเข้ามาวันแรก วังเทวา-สถิตย์ก็เหมือนมีชีวิต ขอบใจนะที่ยอมรับยายแล้ว...อยู่กับยายนะ...อยู่กับยาย”
บรรยากาศปลื้มปีติ จนแม้พวกทิวา ราตรีและอัศดงที่ชะเง้อมองอยู่ข้างนอก พากันปาดน้ำตาป้อยๆ
ooooooo
พลโทวินิตดีใจสุดชีวิต กอดวิศรุตไว้อย่างชื่นชม วิศรุตขอโทษที่ตนปิดบังทุกอย่างตลอดมา พลโท วินิตบอกว่าตนไม่โกรธเพราะอดีตตนทำผิดพลาดไว้เกินกว่าจะให้อภัย ถ้าความเกลียดของลูกเป็นบทลงโทษก็สาสมแล้ว
“แม่สอนผมเสมอว่า ความโกรธเป็นเหมือนยาเสพติด ยิ่งโกรธก็ยิ่งติดในอารมณ์โกรธ ถ้าเราเก็บความโกรธไว้นาน ในที่สุดเราจะลืมว่าเราโกรธเรื่องอะไร สุดท้ายก็เหลือแต่ความเกลียดชัง แม่ไม่อยากเห็นผมเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะกับ...พ่อของตัวเอง” พลโทวินิตดีใจจนกลั้นน้ำตาเกือบไม่อยู่ขอบใจเขาที่ไม่โกรธ ไม่เกลียดพ่อ...
คุณหญิงประสงค์สมยกเลิกการแต่งงานเพราะรู้สึกผิดที่เห็นแก่ตัว และรู้ตัวแล้วว่าความสุขของตนคงอยู่ได้ไม่นานถ้าต้องอยู่บนความทุกข์ของการเสียสละของคนอื่น ตนจะสร้างความสุขด้วยตัวเองและดูแลลูกให้มีความสุขที่สุด
วิศรุตจับมือให้กำลังใจ และขอเป็นพ่อทูนหัวของลูกเธอช่วยกันดูแลเขาไปพร้อมๆกัน
ส่วนประพันธ์หลังจากลุ่มๆดอนๆกับความรักมานานในที่สุดก็ขอเป็นแฟนกับน้ำมนต์โดยมีแก้วกิริยาและสุทิศเป็นพยาน น้ำมนต์เกี่ยงว่าต้องมีแหวนเพชร ประพันธ์ขอไปเก็บเงินก่อน วันนี้ขอกอดมัดจำไว้ก่อนก็แล้วกัน
วิศรุตตามหาสโรชาไม่เจอ ไปถามพิสิฐก็ถูกเล่นแง่ว่าไม่รู้ แต่แอบเอาจดหมายลาไปเวนิสวางไว้ วิศรุตรีบตามไปทันที
ไปถึงเวนิส วิศรุตไปหาเธอตามสถานที่ที่เคยมีความหลังด้วยกัน ข้อความในจดหมายที่เธอเขียนบอกเล่าความในใจให้พิสิฐที่ว่า “ลี่ยอมรับว่าลี่รักเขา ถึงแม้ลี่จะต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ถอยออกมา แต่สำหรับลี่แล้ว การได้พบคนที่ใช่มันเป็นความสุขเพียงพอแล้ว” เป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังให้เขาในทุกย่างก้าวในการตามหาเธออย่างไม่ย่อท้อ
จนมาถึงบริเวณรูปปั้นจูเลียต เขาเดินดูจดหมายที่นักท่องเที่ยวติดผนังบ้านไว้ ผ่านบริเวณที่สโรชานั่งเขียนจดหมายถึงพิสิฐว่า... “ถึงลี่จะไม่สมหวังในความรัก แต่ก็มีเรื่องราวมากที่มีความสุขให้เก็บไว้ในความทรงจำ มีคนเคยบอกว่า ถ้าเรารู้จักการลาจากให้เป็น ความรักที่เคยเกิดขึ้นมันจะไม่ตายไปจากหัวใจของเรา มันจะจริงไหมคะป๊า”
วิศรุตถอนใจคิดว่าคงไม่ได้เจอสโรชาแล้ว เดินไปที่ผนังบ้านจูเลียตเห็นกระดาษวาดรูปเรือกอนโดล่า มีคนสองคนกอดกันบนเรือ มีรูปหัวใจเล็กๆอยู่ตรงกลาง พร้อมข้อความว่า
“ความทรงจำที่สวยงามที่สุดของฉัน พลับพลึง”
วิศรุตเอามือลูบที่กระดาษรูปวาดด้วยความดีใจ ความหวังล้นปริ่มขึ้นมาทันที
ooooooo
วิศรุตเจอสโรชาที่ท่าเรือกอนโดล่าจริงๆ สโรชานึกว่าเขามาฮันนีมูน วิศรุตตอบยิ้มเป็นนัยบอกว่าตั้งใจไว้แบบนั้นในขณะที่สโรชายังงงๆ วิศรุตจับบ่าทั้งสองของเธอจ้องมองด้วยสายตาอ่อนโยน เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า...
“เราไม่จำเป็นต้องลาจากกันเพราะความรักของเรายังอยู่ มันยังไม่ตายไปไหน มันยังอยู่ในหัวใจผมและหัวใจคุณ”
สโรชาถามว่าตกลงเขาไม่ได้แต่งงานหรือ วิศรุตบอกว่าน้องหญิงคงอยากให้ตนเป็นพี่ชายมากกว่าจึงยกเลิกการแต่งงาน สโรชาดีใจมากกระโดดกอดคอเขาแน่น วิศรุตกอดตอบ คนพายเรือกอนโดล่าตะโกนเรียก เขาจึงประคองสโรชาลงเรือ
สโรชาถามว่าเขาหาตนเจอได้อย่างไร วิศรุตบอกว่าตนไปทุกที่ที่คิดว่าจะเจอเธอแล้วก็เจอจริงๆ สโรชาบอกว่าเหมือนตนที่เคยมาหาเขาที่นี่และก็ได้เจอเหมือนกัน วิศรุตกอดสโรชาไว้ เธอรู้สึกอบอุ่นในออมกอดนั้น...
วิศรุตบอกเธอว่ารักเธอตั้งแต่วันแรกที่เจอพลับพลึงแม้จะหลอกตัวเองว่าไม่ชอบแต่ยิ่งนานวันก็รู้สึกว่าตนรักผู้หญิงสองคนพร้อมๆกัน ตนดีใจมากที่รู้ว่าพลับพลึงคือสโรชาและสโรชาคือพลับพลึง สโรชาถามว่าแล้วตกลงเขารักใคร
“ก็...รักคุณไง” วิศรุตยิ้มหวาน หยิบแหวนเปิดดูรูปแม่บรรจงจูบรูปแม่แล้วสวมแหวนให้สโรชาช้าๆ จูบหน้าผากสโรชาอย่างแผ่วเบาทะนุถนอม เป็นภาพสวยงามที่แม้แต่จิตรกรก็ไม่อาจจินตนาการได้...

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 11

อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร



พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 11


สโรชาเครียดเรื่องแหวนหายจนน้ำมนต์บอกว่าอะไรจะเกิดมันก็เกิดอย่าเครียดไปเลย
สโรชาบอกว่าไม่เครียดไม่ได้ ถ้าแหวนวงนั้นเป็นวงเดียวกับที่วิศรุตคนใหม่เอาไปแสดงกับพระองค์หญิง มันก็แปลว่า วิศรุต มรุพงษ์ คือทายาทของวัง
เทวาสถิตย์ตัวจริง
“คุณวิศรุตของแก อาจจะหนีตัวตนของเขา เหมือนที่แกเคยหนีไปเป็นพลับพลึงก็ได้ เพราะถ้าเขาอยากแสดงตัวเขาทำเสียตั้งนานแล้ว ไม่รอจนแหวนหายหรอก”
“ไม่รู้ล่ะ ฉันต้องหาแหวนวงนั้นมาคืนเขา ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน!!”
ฝ่ายพิสิฐก็ใช้วาทศิลป์กล่อมวิศรุต ในที่สุดเขาตกลงกลับมาทำงานกับพิสิฐอีกครั้ง พิสิฐบอกว่างานโฮมสเตย์ของเขาก็ให้ทำไปตามปกติไม่ต้องห่วงว่างานของตนทำให้กิจการเขาเสีย
“ขอบคุณครับ...เอ้อ ท่านครับ เรื่องแหวน...”
พิสิฐหน้าเสีย แต่พอดีมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ลัดดาเข้ามาพร้อมสโรชา ลัดดาบอกว่าเจอกันข้างนอก
หนูลิลลี่เลยอาสาพามาส่งที่ห้อง พิสิฐเลยบอกวิศรุตว่าตนต้องไปแล้ว ตนฝากงานพวกนี้ด้วยมีอะไรให้ถามลูกสาวตนได้ ทำเอาวิศรุตงงที่พิสิฐไม่ตอบเรื่องแหวน
พออยู่กันตามลำพัง วิศรุตถามสโรชาว่าเธอมีอะไรจะบอกตน เธอบอกว่างานพวกนี้เขาเก่งอยู่แล้ว
คงไม่ต้องบอก เขาแกล้งถามอีกว่าแล้วเรื่องอื่นล่ะ สโรชาใจหายนึกว่าเขาจะถามเรื่องแหวน ทำไม่รู้ไม่ชี้บอกไปว่า “ไม่มีนี่คะ”
วิศรุตพูดอย่างผิดหวังว่าสุดท้ายตนก็เชื่ออะไรเธอไม่ได้ ที่เวนิสก็คงเหมือนกัน ต่อหน้าเธอว่าไม่มีอะไรแต่ลับหลังเธอก็มีเรื่องปิดบังตน สโรชาโต้ว่าเขาดีแต่ว่าตนเขาเองก็ไม่ต่างจากตนตอนที่เป็นพลับพลึงหรอก เพราะตัวตนจริงๆของเขา เขาก็ยังไม่ยอมรับเลย
“ผมก็เป็นของผมแบบนี้ นี่แหละคือตัวตนของผม” สโรชาโต้ว่าไม่จริง เขาหนีตัวเองเพราะที่จริงเขาคือ... “หยุดนะ! คุณสโรชา อย่าพูดอะไรเพ้อเจ้ออีก”

“ฉันยอมให้คุณโกรธฉัน แต่ฉันจะพิสูจน์ให้ คุณยอมรับให้ได้ว่าคุณมีบางมุม...ที่ไม่ต่างจากพลับพลึงหรอก!!”

เสียงโทรศัพท์ของสโรชาดังขึ้นเธอกดรับสายทักทายยิ้มแย้ม “คุณหญิงหรือคะ...” การโต้เถียงจึงยุติลง

ooooooo

วันนี้ สโรชาเชิญคุณหญิงประสงค์สมมาชิมเค้กที่วางขายในร้านอาหารของโรงแรม คุณหญิงทานแล้วออกตัวว่าตนไม่ถนัดทำขนมเค้กแต่อร่อยดีกลิ่นรสกำลังดี สมเป็นของโรงแรม สโรชาบอกว่าเป็นของคนรู้จักที่มาเปิดร้านในโครงการ

เป็นความบังเอิญจริงๆ ที่วิศรุตเดินผ่านมา น้ำมนต์เรียกเขา คุณหญิงดีใจที่ได้เจอกัน ไม่นานวินิตากับคุณชายก็ควงกันเข้ามาตามด้วยจริยาและชัยบดี

“กะวางเหยื่อล่อปลาตัวเดียว ได้มาเป็นบ่อเลยแกเอ๊ย” น้ำมนต์กระซิบกับสโรชา

“มากันเยอะๆแบบนี้ดี ฉันชอบ”

สโรชาจึงจัดเลี้ยงแขกชุดใหญ่ในโรงแรม ในโต๊ะอาหาร ครอบครัว “ราชโยธิน” ได้รับการยอมรับจากวิศรุตตัวปลอมเป็นอย่างดี จนน้ำมนต์ชมว่าใจกว้างมากที่ยอมรับครอบครัวใหม่ของคุณพ่อได้ง่ายๆ

“ผมไม่รู้จะโกรธเคืองกันไปทำไมนะครับ ชีวิตคนเรามันสั้น รักกันไว้ดีกว่า” ชัยบดีพูดดีจนคุณชายหมั่นไส้ แต่ก็ปั้นหน้ายิ้มบอกว่าเรื่องนี้ตนเห็นด้วย

“ในเมื่อทุกคนรักกันแบบนี้ ถ้าจะถามเรื่องคุณแม่ของคุณวิศรุตบ้าง คงไม่เป็นการเสียมารยาทใช่ไหมคะ” สโรชาถามขึ้น ถูกจริยาขัดขึ้นว่าถึงไม่ถือแต่ถ้าคุยกันตรงนี้ ตนขอบอกว่าไม่อยากได้ยิน

“การพูดถึงคนที่จากไปแล้วในเรื่องดีงาม มันไม่น่าฟังขนาดนั้นเลยเหรอครับ” วิศรุตขัดขึ้นอย่างไม่พอใจ

วิศรุตไม่พอใจ อ้างว่าพอดีนึกได้ว่ามีธุระจึงขอตัว สโรชาจึงขอตัวไปห้องน้ำ ตามวิศรุตไปถามว่าจะรีบไปไหน เขาย้อนถามว่าเธอคิดจะทำอะไร

“ก็ทำความจริงให้ปรากฏไงคะ เพื่อความถูกต้อง”

วิศรุตย้อนถามว่าความถูกต้องที่เธอคิดไปเองนะเหรอ เอาเวลาไปสนใจโครงการคอมเพล็กซ์ของเธอดีกว่า สโรชาบอกว่าตนหวังดีกับเขา วิศรุตถามอย่างไม่พอใจว่าถามหรือยังว่าตนอยากรับหรือเปล่า

พอดีพนักงานมาบอกวิศรุตว่ารถมารออยู่ด้านหน้าแล้ว วิศรุตจึงผละไป

“ถึงคุณจะไม่อยากรับความหวังดีของฉัน แต่ฉันจะพิสูจน์ความจริงให้ได้ว่า คุณเป็นใคร คุณวิศรุต...ทั้งสองวิศรุตนั่นแหละ!!” สโรชาจิกตาอย่างหมายมาด

ooooooo

แม้ลัดดาจะสุขภาพไม่ดีแต่ก็เอาใจใส่ดูแลสโรชาอย่างดี คืนนี้ก็เอานมไปให้ดื่มถามว่าคุยงานกับวิศรุตเป็นอย่างไรบ้าง

“เขาเอาแต่ว่าคนอื่นดื้อ ตัวเองก็หัวดื้อพอกัน ไม่ต้องห่วงค่ะยังไงลี่ก็รับมือได้”

“น้าเชื่อ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรลี่ก็ต้องรับมือได้แน่ รู้ไหมลี่เหมือนแม่มากนะ แม่เราเขาเงียบๆแบบนั้น แต่จริงๆ เขาเป็นคนเข้มแข็งมากนะ เป็นคนมุ่งมั่น คิดจริงทำจริงเหมือนลี่นี่แหละ”

“เพิ่งรู้ นิสัยก็ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วยหรือ” พอพูดถึงกรรมพันธุ์ สโรชาก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

สโรชาคิดจะตรวจ DNA พิสูจน์พันธุกรรม ปรึกษาหมอแล้วต้องได้รับความสมัครใจจากเจ้าตัว เธอจึงเลียบเคียงถามสภาพของชัยบดีจากคุณหญิงประสงค์สมทราบว่าท่านย่ากำลังเห่อและหลงหลานชายคนนี้มาก จึงยากที่จะทำ

“ถ้าไม่พิสูจน์ทางแม่ ก็ต้องไปทางพ่อค่ะ แม้มันจะไม่เข้าท่าเท่าไหร่” สโรชายังไม่สิ้นหวัง คุณหญิงได้แต่สงสัยว่าสโรชาคิดจะทำอะไร

สโรชาเบนเข็มไปทางพลโทวินิตโดยผ่านทางแก้วกิริยา แก้วกิริยารับปากว่า

“ได้สิคะ แก้วจะไปเรียนคุณพ่อ เรื่องแบบนี้แก้วก็ไม่อยากให้คาใจเหมือนกัน...แต่แก้วสงสัยว่า ทำไมคุณสโรชาสนในเรื่องครอบครัวเราคะ”

สโรชาพูดกลบเกลื่อนว่าพอดีรู้จักหมอได้คุยกันถึงเรื่องนี้ตนก็เลยสนใจขึ้นมา

พลโทวินิตยินดีให้ความร่วมมือ จริยาขัดคอว่าเขาอยากตรวจด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือจะเห่ออยู่ฝ่ายเดียว

“แต่ถ้ามันจะทำให้ทุกคนหายสงสัย มันก็ควรจะมีการพิสูจน์ไม่ใช่เหรอ”

วินิตจ้องหน้าจริยา ฝ่ายนั้นเดินไปอย่างกังวล

เมื่อแก้วกิริยาทำงานสำเร็จแล้ว สโรชาพุ่งเป้ามาที่วิศรุต เธอคุยเรื่องตรวจ DNA กับเขา วิศรุตเห็นเป็นเรื่องธรรมดาแต่ติงว่าเรื่องวังไม่เห็นเกี่ยวกับเธอทำแล้วจะได้อะไร

“ดิฉันแค่อยากเห็นอะไรที่มันถูกต้อง”

ชัยบดีคุยอวดไว้ว่าจะเอาแหวนมาให้สโรชาดู เขาอ้อนท่านยายจนได้แหวนมา ท่านบอกว่ามันอยู่กับเขามานานเอาไว้เถอะ เป็นของแม่เก็บรักษาไว้ให้ดี

วันนี้ชัยบดีจึงเอาแหวนมาหาสโรชาที่กำลังโต้เถียงกับวิศรุต เขาบอกว่ามีธุรกิจจะมาปรึกษานิดหน่อยแลกกับความรู้เรื่องแหวนโบราณที่เธอสนใจ

วิศรุตเห็นแหวนของตนอยู่ในมือชัยบดีก็แปลกใจ ส่วนสโรชาถึงกับหน้าเสียไปทันที เธอกลบเกลื่อนขอตัวกับวิศรุตไปรับแขก แล้วเชิญชัยบดีไปคุยกันที่สวนของโรงแรม

ooooooo

ชัยบดีบอกว่าคุยโปรเจกต์งานกับเพื่อนแถวนี้เลยคิดถึงและแวะมา จำได้ว่าเธอเคยถามเกี่ยวกับแหวนโบราณจึงเอามาให้ดู สโรชาดูแล้วชมว่าสวยมาก
วิศรุตแอบดูอยู่หลังพุ่มไม้สงสัยว่าแหวนของตนไปอยู่ที่ชัยบดีได้อย่างไร

“ฉันขอซื้อแหวนวงนี้ต่อได้ไหมคะ คือมันสวยถูกใจมาก”

“คงไม่ได้หรอกครับ แหวนวงนี้สำคัญกับผมมาก อีกอย่างผมก็ไม่คิดจะขายอยู่แล้ว กะจะเก็บไว้ให้คนที่สำคัญที่สุดสำหรับผม” พูดพลางส่งสายตากรุ้มกริ่ม สโรชาก็แกล้งทำเขิน จนวิศรุตที่แอบมองอยู่ไม่พอใจเผลอหักกิ่งไม้หักคามือ

พอดีโทรศัพท์ชัยบดีดังขึ้น เขารับสายแล้วหน้าเจื่อนบอกว่าจะรีบไป แล้ววางสาย สโรชาบอกว่าไว้แล้วค่อยคุยกันใหม่ พอชัยบดีกลับไป วิศรุตก็ถอนใจโล่งอก เดินออกจากพุ่มไม้ สโรชาเห็นพอดีเธอตกใจบอกว่าคิดว่าเขากลับไปแล้ว

“ผมตั้งใจจะรอคุณเพื่อถามเรื่องแหวนของผม แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมโทร.ถามคุณพิสิฐดีกว่า”

สโรชาตกใจรีบวิ่งตามบอกเขาว่าเรื่องนี้ตนอธิบายได้ยอมรับว่าตนทำหายเองไม่ต้องไปคาดคั้นกับป๊า สัญญาว่าจะเอาแหวนมาคืนเขาให้ได้

“เรื่องกุญแจเซฟหายก็เป็นเรื่องโกหกสินะ” วิศรุตถอนใจแล้วพูดปลงๆว่า “เมื่อมันหายไปแล้วก็ช่างมันเถอะ ต่อไปผมจะไม่ทวงถามกับคุณหรือพ่อคุณอีก”

“แต่แหวนวงนั้นสำคัญกับคุณมาก คุณช่างมันง่ายๆแบบนี้เหรอคะ”

“แหวนวงนั้นอาจจะมีค่าทางใจ เพราะมันเป็นแหวนของแม่ผม แต่แม่ผมอยู่ในใจผมตลอดเวลาอยู่แล้ว ถึงแหวนจะอยู่หรือหายไปมันก็ไม่สำคัญ”

วิศรุตทำเป็นไม่รู้เรื่องแหวนของตนไปอยู่ในมือชัยบดี สโรชามองวิศรุตอย่างขัดใจที่ไม่ยอมรับความจริง

ooooooo

จริยา คุณชายพิริยพงษ์ และชัยบดี เป็นทุกข์เป็นร้อนเมื่อรู้ข่าวว่าจะมีการตรวจ DNA คุณชายห่วงว่าขืนตรวจขึ้นมาแผนที่เราวางกันมาก็พังหมด

“แต่ตอนนี้คุณวินิตประกาศว่ายินดีจะตรวจ ยังไงเขาก็ต้องตรวจแน่” จริยายืนยัน

ชัยบดีหน้าซีดบอกว่าตนไม่ตรวจ จริยาบอกว่าถ้าเขาไม่ตรวจทุกคนต้องสงสัยแน่

“ตรวจก็ตาย ไม่ตรวจก็ไม่ได้ มีแต่ตายกับตาย งั้นตัวใครตัวมัน ผมยังไม่อยากไปอยู่ในตะราง”

ชัยบดีทำท่าจะลุกหนี คุณชายพิริยพงษ์รีบดึงมือให้นั่งลงตามเดิม

“อย่าเพิ่งตาขาวตอนนี้ ยังไงมันก็ต้องมีวิธีใช่ไหมครับ” คุณชายหันไปถามจริยาอย่างต้องการความมั่นใจ

จริยาไม่ตอบ นิ่งอย่างคิดหาวิธีแก้เกม

ooooooo

วิศรุตคิดหนักเกรงว่าชัยบดีจะสร้างความเดือดร้อนให้คนในวัง เขาขับรถมาจอดที่หน้าวัง มองเข้าไปในวังอย่างสับสน

พอดีคุณหญิงไปซื้อไหมพรมกลับมาเห็น คุณหญิงดีใจมากให้สายัณห์ลงไปเชิญเข้าไปในวัง

คุณหญิงนึกว่าเขาจะมาพบท่านย่า บอกว่าท่านย่าหลับรอสักครู่ดีไหม วิศรุตบอกว่าตนไม่ได้มาเฝ้าท่านแต่ขับรถผ่านมาพอดี คุณหญิงบอกว่าท่านย่าบ่นคิดถึงเขา วิศรุตพูดเชิงน้อยใจว่า

“ท่านคงไม่ทรงคิดถึงผมมากกระมังครับ เพราะทรงพบหลานชายคนใหม่แล้ว”

“หญิงเคยคิดสมมตินะคะ ว่าถ้าคุณวิศรุตเป็นพี่ชายหญิงจริงๆอีกคนก็คงดี แต่ไม่ยักกะใช่”

วิศรุตถ่อมตัวว่าตนคงไม่มีวาสนา แต่ตลอดมาตนก็คิดว่าคุณหญิงเป็นน้องสาว ตั้งแต่แรกเจอกันจนกระทั่งบัดนี้ ผ้าเช็ดหน้าที่น้องสาวปัก พี่ชายคนนี้ก็ยังเก็บไว้ คุณหญิงหน้าจ๋อยถามว่าคิดว่าเป็นน้องสาวแค่นั้นเหรอ

“ครับ” วิศรุตตอบหนักแน่น สบตากับคุณหญิงอย่างน้องสาวจริงๆ คุณหญิงรู้สึกเสียหน้า จน...หน้าเสีย

ooooooo

คุณหญิงประสงค์สมไปหยิบผ้าพันคอไหมพรมที่ถักยังไม่เสร็จ เดิมทีตั้งใจจะถักให้วิศรุต เมื่อวันนี้เขาคิดว่าคุณหญิงเป็นน้องสาวคนหนึ่ง คุณหญิงจึงคิดว่าบัดนี้ตนมีพี่ชายสองคนแล้ว ตัดสินใจจะเก็บผ้าพันคอผืนนี้ไว้ให้พี่ชายที่แท้จริงแทน

ชัยบดีมาเห็นผ้าพันคอก็แสดงความชื่นชอบมากปากหวานว่าถ้าได้ไปจะพันไว้ทุกวันเลย แล้วคว้าผ้าพันคอไปพันรอบคอจนแน่น คุณหญิงติงว่าเดี๋ยวร้อนตายพลางเข้าแย่ง ชัยบดีหลบ ทำให้คุณหญิงเสียหลักพลาดเข้าซบอกเขาเต็มๆ คุณหญิงตกใจ เมื่อผละออกก็ก้มหน้าเขิน อัศดงแอบมองด้วยความอิจฉา เมื่อคุณหญิงผละออก ชัยบดีกระซิบว่า

“แก้มน้องหญิง...หอมจังเลย”

“หญิงไปเตรียมของว่างท่านย่าล่ะคะ” คุณหญิงอายจนแก้มแดงที่ต้องมือชาย อัศดงที่แอบดูรีบหลบออกไปทันที

คืนนี้ ชัยบดีเดินเข้าห้องนอน เห็นแจกันดอกลิลลี่ก็คิดถึงหญิงสาวสองคนสลับไปมาอย่างหวังกอบโกยประโยชน์

“ดอกมะลิซ้อนสูงศักดิ์ กับดอกลิลลี่มหาเศรษฐี... ก็ดีทั้งคู่นะ...”

ooooooo

พิสิฐรู้เรื่องสโรชาจะหาทางตรวจ DNA ก็ติติงว่าว่างนักหรือ สโรชาจึงเล่าเรื่องแหวนให้ฟังว่า

“ตอนนี้มันอยู่ที่คุณวิศรุต ราชโยธิน คนที่บอกว่าเป็นหลานพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีค่ะ เขาเอาแหวนนั่นมาใช้แสดงตัวว่าเขาเป็นทายาทพระองค์หญิง ลูกเพิ่งทราบว่ามันเป็นแหวนของหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ พระธิดาพระองค์หญิงที่หายไปพร้อมลูกในท้อง”

พิสิฐตกใจถามว่าวิศรุต มรุพงษ์คือทายาทตัวจริงของวังเทวาสถิตย์หรือ สโรชาบอกว่าแต่เขาไม่ยอมรับ เขาบอกว่าเป็นลูกกำพร้ามีแต่ป้าชื่อแนนซี่ และที่ดินที่ทำโฮมสเตย์คือที่ดินของป้าแนนซี่ ชี้แจงจนพิสิฐเข้าใจแล้ว สโรชาพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

“ลี่จะไถ่บาปค่ะ ลูกทำแหวนเขาหาย ลูกจะพิสูจน์ความจริง ถ้าวิศรุต มรุพงษ์ ไม่ยอมแสดงตัวตน ลูกก็จะเริ่มด้วยการพิสูจน์ว่า วิศรุต ราชโยธิน คนที่มาสวมรอยน่ะ เป็นตัวปลอม ลูกขอยุ่งเรื่องนี้ค่ะป๊า ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นบาปในใจลูกไปจนตายเลย”

สโรชาดำเนินแผนของตน แอบเชิญพระองค์หญิงไปที่แปลงผักของวิศรุตโดยเขาไม่รู้ตัว วิศรุตพูดออกตัวว่าตนไม่ทราบมาก่อนเลยเตรียมการต้อนรับไม่ดีนัก

“ไม่เป็นไรหรอก เรามากันเองโดยไม่บอกล่วงหน้า สโรชาว่าเธองานยุ่ง ไหนจะงานที่บริษัท แล้วยังต้องดูแล โฮมสเตย์อีก นึกอยากเห็นที่นี่ขึ้นมาบ้าง เลยให้สโรชาพามา หวังว่าคงไม่รบกวนจนเกินไปนะ”

พระองค์หญิงชมว่า ที่นี่บรรยากาศดีมาก ทั้งอยากมาเยี่ยมเขาหลังจากที่เขาไปหาฝ่ายเดียว ตรัสอย่างเมตตาว่า

“จะว่าไปก็เหมือนได้มาเห็นลูกหลานว่าเป็นอยู่ยังไง ได้เห็นแบบนี้ก็รู้สึกภูมิใจแทนครอบครัวเธอจริงๆ”

วิศรุตรู้สึกถึงความอบอุ่นของผู้เป็นยายที่เขาพยายามไม่เกี่ยวข้องทำให้รู้สึกผิดมากขึ้น

“ชากับของว่างยังไม่มา กระหม่อมขอตัวไปดูในครัวสักครู่” วิศรุตขอตัว สโรชาขอพระองค์หญิงตามไปอีกคน

เมื่อเข้าไปในครัว สโรชาหว่านล้อมเขาต่อ ถามเขาว่า

“เมื่อกี้ ถ้าใจคุณไม่มืดบอดจนเกินไป ก็คงดูออกได้ว่า เสด็จพระองค์หญิงทรงเอ็นดูคุณมากแค่ไหน ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณเป็น...”

วิศรุตเอามือปิดปากสโรชาทันที “เลิกพูดเรื่องนี้สักที เลิกเจ้ากี้เจ้าการทำอะไรแบบนี้อีก ไม่อย่างงั้นผมจะ...”

สโรชายื่นหน้าตาโตเข้าไปท้าทายถามว่าจะทำอะไร ความสดใสน่ารักของเธอทำให้เขาใจอ่อนมองหน้านิ่ง

ธารากับประพันธ์ช่วยกันหยกถาดชาและของว่างออกมาพอดี ทั้งวิศรุตและสโรชาผละจากกัน สโรชาทำไก๋เข้าไปแย่งถาดจากประพันธ์ถือออกไปแทน ส่วนวิศรุตก็ทำเสียงดุบอกธารากับประพันธ์ให้รีบออกไป

ก่อนพระองค์หญิงจะเสด็จกลับ วิศรุตเก็บผักที่สวนฝากกลับวังด้วย พระองค์หญิงทรงพอพระทัยกับการมาครั้งนี้มาก

ooooooo

คุณชายพิริยพงษ์เพิ่งกลับวัง ถามทิวาว่าหายไปไหนกันหมดวัง ทิวาบอกว่าท่านย่าไปข้างนอกกับสโรชา ส่วนชัยบดีไปบ้านพลโทวินิต คุณชายชักสีหน้าไม่พอใจบ่นงึมงำ

“หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้จะไปไหน ทำอะไรไม่เคยบอกกันเลย”

ชัยบดีไปหาวินิต วินิตรับขวัญด้วยสร้อยทองเส้นโต และเอ่ยอย่างสะเทือนใจว่า

“พ่อทำผิดกับท่านหญิงไว้อย่างมหันต์ ถ้าวิญญาณเขารับรู้ได้ ก็คงเข้าใจดีว่าพ่อเสียใจ...ที่วังเป็นยังไงบ้าง ท่านยายทรงเมตตาดีใช่ไหม” ชัยบดีบอกว่าดีมาก ตนไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รับการต้อนรับดีขนาดนี้ “พ่อมีความรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอกันหรอกนะ”

แก้วกิริยาติงว่าตรวจหน่อยมันก็สบายใจดี ถามชัยบดีว่าใช่ไหม เขาจำต้องตอบตามน้ำไปว่าครับ

เมื่อได้อยู่กับจริยาในมุมหนึ่งของบ้าน ชัยบดีวิตกว่า

“ถ้าเกิดเขาตรวจมาจริงๆ ว่าผมไม่ใช่ลูกก็ยุ่งนะ แต่เอาเถอะ กว่าผลจะออก ผมอาจจะทำให้พวกคุณได้สมบัติแล้วก็ได้”

“เดี๋ยวนี้เขาตรวจกันไม่กี่วันก็รู้ผล เธอจะทำอะไรได้สมบัติเร็วขนาดนั้น” จริยาถาม ชัยบดีเชื่อว่าจริยามีวิธีที่เร็วกว่านั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ใจเย็นขนาดนี้ จริยาพูดอย่างเลือดเย็นว่า

“ง่ายๆ ก็ถ่วงเวลาตรวจอีกนิด เร่งเวลาตายให้คนแก่ขึ้นอีกหน่อย”

ooooooo

แล้วค่ำนี้ ชัยบดีก็วางยาพระองค์หญิงและขออนุญาตท่านพาคุณหญิงประสงค์สมไปเที่ยวคลับในโรงแรม

ไม่นานพระองค์หญิงก็ปวดท้องจนเป็นลม บรรดาคนรับใช้ต้องแก้ปัญหากับจ้าละหวั่น ดีที่หมอมาทัน หมอบอกว่าเบื้องต้นคงต้องตรวจเพาะเชื้อ และถวายพระโอสถทางสายพระโลหิต หมอบอกว่า

“ทรงเหมือนคนสูงอายุทั่วไป อย่าให้ท้องเสียครับ เพราะอาจช็อกได้ ระวังเรื่องของเสวยด้วย ตอนนี้ถวาย การดูแลดีๆ พรุ่งนี้น่าจะทรงดีขึ้น แล้วไม่มีคนอื่นเลยหรือครับ” ราตรีบอกว่าคุณชายไม่กลับมาหลายวันแล้ว “คุณหญิงประสงค์สมกลับมาเมื่อไรให้โทร.หาหมอนะ”

คุณหญิงประสงค์สมไปเที่ยวผับกับชัยบดี ถูกเขาวางยาจนมึนแล้วประคองออกไป พอดีสุทิศผ่านมาเห็น ดูไม่ชอบมาพากลคิดจะตามไปก็ถูกผู้จัดการเรียกใช้เสียก่อน

วันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่มาเก็บเนื้อเยื่อวินิตเพื่อไปตรวจ DNA จากนั้นจึงจะไปเก็บจากวิศรุต หลังจากนั้น 10 วันก็รู้ผล

ขณะนั้นเอง วินิตาคุยโทรศัพท์เสร็จเข้ามาบอกว่าเสด็จพระองค์หญิงประชวรหนักตั้งแต่เมื่อคืน จริยาถามทันทีว่าต้องเตรียมชุดดำไหม ถูกวินิตตำหนิว่าพูดอะไรอย่างนั้น จริยาบอกว่าก็แค่พูดเผื่อไว้เท่านั้น

ที่วังเทวาสถิตย์ ชัยบดีแอบดูพระองค์หญิงที่ให้น้ำเกลืออยู่ด้วยความพอใจในผลงาน เมื่อเห็นหมอเดินมาจากห้องตรวจก็ปรับสีหน้าถามหมอว่าพบสาเหตุไหม

“ตอนนี้สันนิษฐานว่าอาหารเป็นพิษ”

ชัยบดีฉวยโอกาสตำหนิอัศดงว่าทำอาหารอะไรถวาย อัศดงอ้างว่าคุณหญิงเป็นผู้ปรุง ทุกอย่างสุกใหม่ๆ ทั้งนั้น จะโทษอัศดงก็ถูกคุณหญิง ชัยบดีเลยโทษว่าผักที่เอามาจากสวนอาจไม่สะอาด ทุกคนก้มหน้าไม่กล้าเถียง

“หมอกลับก่อนนะครับ มีพยาบาลถวายการดูแลอยู่ หมดน้ำเกลือถุงนี้ก็คงพอ ฝากทุกคนใส่ใจเรื่องอาหารนะครับ ผู้สูงอายุน่ะ ท้องเสียมากอาจจะช็อกได้” หมอเดินออกไป ชัยบดีเดินไปส่ง

คุณหญิงประสงค์สมเดินเข้ามาดูท่านย่า ร้องไห้บอกท่านย่าว่า

“ท่านย่า เมื่อคืนหญิงไม่ควรออกไปกับพี่ชายเลย...หญิง...”

ทุกคนในที่นั้นต่างคิดว่าคุณหญิงร้องไห้เพราะเป็นห่วงท่านย่า...

เช้านี้ สุทิศเล่าเรื่องเห็นชัยบดีกับคุณหญิงที่ผับให้วิศรุตฟังว่าเห็นท่าทางคุณหญิงเหมือนจะไม่ไหวแล้ว

วิศรุตบอกว่าอาจจะไม่มีอะไร สุทิศคล้อยตามว่าคงเป็นอย่างนั้นเพราะสองคนเป็นญาติกัน

ทันใดนั้น สโรชามาคว้าแขนวิศรุตบอกให้รีบไปที่วังเพราะพระองค์หญิงทรงประชวรหนัก ให้ไปกับตนเดี๋ยวนี้เลย

ooooooo
ชัยบดีแอบโทร.รายงานผลงานของตนแก่จริยาว่า คำแนะนำใช้ได้ผล เขาตามหมอกันจ้าละหวั่น ก็เลยแค่เฉียดๆ
“คนที่คิดว่าตัวเองใกล้ตายน่ะ มีประโยชน์กับเรามากกว่าคนตาย จำไว้” จริยาบอกชัยบดีแล้วยิ้มเหี้ยม พึมพำ “ยายแก่!! เกลียดฉันนัก ก็ต้องเจอแบบนี้”
วินิตามาเยี่ยมพระองค์หญิงกับคุณชาย แต่พระองค์หญิงทรงบรรทมอยู่ วินิตาบ่นว่ามาเสียเที่ยว
ขณะทั้งสองกำลังจะออกไปนั่นเอง ทิวาก็ถือกระเช้าดอกไม้พาวิศรุตกับสโรชาเข้ามา คุณชายงึมงำอย่างไม่พอใจว่า
“พวกหูผีจมูกมด มากันเร็วจริงๆ”
ส่วนวินิตาก็ลอยหน้าบอกว่าขอโทษด้วยเสด็จยังทรงบรรทมอยู่คงไม่พร้อมให้คนนอกเยี่ยม
“ถ้าอย่างนั้นผมขอพบคุณหญิงได้ไหมครับ” วิศรุตเสนอทุกคนแปลกใจที่วิศรุตขอพบคุณหญิง โดยเฉพาะสโรชา
ooooooo
คุณหญิงนั่งกุมพระหัตถ์ท่านย่าที่บรรทมหลับอยู่ท่าทางสองจิตสองใจ ชัยบดีเข้ามาคุณหญิงถึงกับผงะ พยาบาลส่งสัญญาณไม่ให้เสียงดัง ชัยบดีมองหน้าคุณหญิงแล้วค่อยๆถอยออกไป
คุณหญิงปล่อยพระหัตถ์ท่านย่าเดินตามออกไป ชัยบดีถามว่า
“น้องหญิงจะหนีพี่ไปไหน แล้วเมื่อกี้น้องหญิงจะเล่าอะไรให้ท่านยายฟัง”
“หญิงไม่มีวันเล่าเรื่องอัปยศนั่นให้ท่านย่าทรงรับรู้เด็ดขาด”
“แต่พี่...” ชัยบดีคว้าแขนไว้ ทิวาเดินเข้ามาพอดี คุณหญิงรีบดึงแขนออก ทิวาบอกว่าวิศรุตมาขอพบคุณหญิงรออยู่ที่สวน คุณหญิงบอกว่า “ฉันจะไปพบเขาเดี๋ยวนี้” แล้วผละไปเลย
ฝ่ายสโรชาตามวิศรุตแจ พอเขาบอกว่าขอคุยกับคุณหญิงเป็นการส่วนตัวตามลำพัง สโรชาก็งอนพูดประชดว่าตามสบายเลย ตนก็จะไปคุยกับชัยบดีเหมือนกัน พอวิศรุตแสดงความห่วงใย เธอถามว่า คุณวิศรุต ราชโยธิน หลานชายเสด็จพระองค์หญิงแห่งวังเทวาสถิตย์ไม่น่าไว้ใจตรงไหน
วิศรุตจับแขนสโรชาไว้ ก็พอดีคุณหญิงประสงค์สมมาเห็น คุณหญิงสะอึกอึ้ง เดินเข้ามาบอกว่า
“ถ้าคุณวิศรุตจะมาเยี่ยมท่านย่า ดิฉันจะพาไปค่ะ”
“คุณชายบอกผมว่า เสด็จบรรทมเพราะฤทธิ์ยาอยู่ ผมก็เลยอยากจะคุยกับคุณหญิงเรื่องเมื่อคืน”
ฝ่ายสโรชาไปคุยกับชัยบดี เธอทักว่าเห็นแก้วกิริยาบอกว่าวันนี้จะมีการตรวจ DNA ชัยบดีบอกว่าที่จริงก็ตั้งใจจะตรวจแต่พอดีท่านยายประชวรจึงอยากดูแลท่านให้ดีก่อน เรื่องตรวจ DNA ตรวจเมื่อไรก็ได้
“นั่นสิคะ ยังไงสุขภาพของเสด็จก็ต้องมาก่อน” สโรชาพูดไปตามน้ำ ทั้งที่แอบผิดหวัง
คุณหญิงบอกวิศรุตว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรนอกจากท่านย่าประชวร วิศรุตรู้ว่าคุณหญิงไม่สะดวกใจที่จะพูด จึงหว่านล้อมแสดงความห่วงใยฐานะพี่ชาย ถ้ามีปัญหาอะไรขอให้คุณหญิงคิดถึงพี่ชายคนนี้ก่อนพลางกุมมือคุณหญิงไว้เยี่ยงพี่ชาย
ชัยบดีเข้าไปกระชากคุณหญิงออกด่าวิศรุตว่า “แกคิดจะทำอะไรน้องหญิง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” ตรงเข้าผลักอกวิศรุตอย่างแรง จนคุณหญิงและสโรชาตกใจ
“เป็นแค่คนปลูกผัก คิดจะเด็ดดอกฟ้าเหรอ แกไม่รู้หรือไงว่าน้องหญิงเป็นของ...”
“หยุดพูดเหลวไหลได้แล้วค่ะพี่วิศรุต” คุณหญิงห้ามแล้วหันไปทางวิศรุต “หญิงต้องขอโทษแทนพี่ชายด้วยนะคะหญิงรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอตัวก่อนค่ะ”
เมื่อคุณหญิงไปแล้ว ชัยบดียังเดินเข้าประชิดวิศรุตกัดฟันพูดเบาๆ
“อย่ายุ่งกับน้องหญิงของฉันอีก”
ชัยบดีเดินไปแล้ว สโรชามองวิศรุตอย่างผิดหวังมาก
ooooooo
สโรชาเข้าใจผิด เธอเสียใจมาก ไม่ยอมกลับไปกับวิศรุต จนวิศรุตถามว่าจะขึ้นรถดีๆ หรือจะให้อุ้มขึ้น สโรชาทำอวดดี เขาเลยเข้าอุ้มจริงๆ เธอจึงยอมไปขึ้นรถ
คุณหญิงยืนมองวิศรุตกับสโรชาด้วยสายตาเศร้าสร้อยรู้ได้ทันทีว่าทั้งสโรชาและวิศรุตต่างก็มีใจให้กัน คุณหญิงร้องไห้ รู้สึกเกลียดตัวเองที่ตอนนี้ไม่คู่ควรกับวิศรุตอีกต่อไปแล้ว
วิศรุตพาสโรชาไปยังสถานที่สวยงาม เธอถามว่าพามาที่นี่ทำไม วิศรุตบอกว่าเมื่อเธอไม่อยากกลับโฮมสเตย์ก็พาเธอมาที่นี่ เอาใจเธอบ้าง แต่อารมณ์หึงหวงยังคุกรุ่น สโรชาประชดว่าตนไม่ใช่คุณหญิงประสงค์สมไม่ต้องมาเอาใจ ซ้ำยังมโนเตลิดไปว่า
“ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณไม่อยากเข้าไปเป็นพี่ชายคุณหญิง...เพราะคุณไม่อยากให้คุณหญิงมาเป็น น้องสาว!!” ถูกวิศรุตปรามว่าอย่าคิดอะไรบ้าๆ “ฉันน่าจะ คิดได้ตั้งนานแล้วมากกว่า ว่าที่คุณเลิกเป็นครูสอนพิเศษ ยอมเปลี่ยนสถานะเป็นนายหน้าเข้าไปในวังเทวาสถิตย์ให้คุณป๊าฉันน่ะ เพื่ออะไร”
สโรชาเสียใจ เดินตะบึงตะบอนหนีไป วิศรุตได้แต่ มองแล้วถอนใจกับความเข้าใจผิดของเธอ แต่จะอธิบายก็ไม่ได้ด้วยเกรงจะทำให้คุณหญิงประสงค์สมดูไม่ดี
ooooooo
สโรชาเสียใจมากเพราะคิดว่าวิศรุตมีใจให้คุณหญิง เหงาหงอยร้องไห้ จนพิสิฐถามน้ำมนต์ว่าสโรชาเป็นอะไร
“หนูไม่รู้หรอกค่ะ รู้แค่ว่าลี่มันไปกับคุณวิศรุตกลับมาก็ทำหน้าเป็นหมาหงอย เอ๊ย...อุ๊ยขอโทษค่ะ หน้าเศร้า จู่ๆ ก็ร้องไห้เฉยเลย”
ลัดดาสงสัยมีปัญหากับวิศรุต น้ำมนต์ให้โทร.ไปถามวิศรุตดู พิสิฐบอกลัดดาว่า “เดี๋ยวผมไปดูเจ้าลี่เอง”
พิสิฐตามไปเห็นสโรชานั่งซึมอยู่ เขาเข้าไปลูบผม “ปัญหามันหนักหนามากเลยหรือไง ลูกป๊าถึงกับมานั่งซึมแบบนี้”
“ลี่ไม่รู้หรอกค่ะป๊าว่ามันหนักหนาหรือเปล่า แต่ลี่ท้อยิ่งกว่าตอนที่ไปเวนิสซะอีก รู้ว่าเขาโกรธ ยังไม่เจ็บเท่ากับรู้ว่าเขาไม่เคยรัก ไม่เคยสนใจ”
มือถือเธอสั่นเรียก เป็นสายจากวิศรุต สโรชาไม่รับ พิสิฐพูดลอยๆ ว่าคนอย่างวิศรุตถ้าไม่สนใจเขาคงไม่โทร.เข้ามาหรอก
สโรชาเบ้หน้าบอกป๊าว่า “เขาก็แค่โทร.มาตามมารยาทเท่านั้นล่ะค่ะป๊า” แต่พอพิสิฐจะบอกให้เขาไม่ต้องโทร.มาอีก สโรชารีบห้ามแย่งมือถือคืน บอกว่า “อย่าค่ะ”
“เจ้าลี่ ป๊าจะสอนให้นะ กฎของความรักข้อแรกคือ อย่าทำเป็นนักอ่านใจ คิดเองไปซะหมดทุกอย่างว่าเขารักใคร ไม่รักใคร คนจะรักกัน ก็ให้เขาพูดออกจากปากให้ชัดเจนไปเลย ถึงตอนนั้นถ้าเขาไม่รักเราจริงๆ ค่อยร้องไห้เป็นเผาเต่า แล้วป๊าจะเอากะละมังมาวางรองน้ำตาให้เอง”
พิสิฐพูดติดตลกทิ้งท้ายให้ผ่อนคลาย สโรชาค้อนป๊างอนๆ และ...ได้คิด
วิศรุตเองก็ใช่ว่าจะมีความสุข เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมคิดถึงสโรชาได้มากมายถึงขนาดนี้ เขาเดินไปหยิบกรรไกรมาตัดดอกพลับพลึงทีละดอก...ทีละดอก... อย่างเบามือ
ooooooo
คุณหญิงประสงค์สมเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ชัยบดีมายืนรีรอทำท่าจะเข้าไปในห้อง อัศดงเดินออกมาพอดีบอกว่าคุณหญิงไม่ค่อยสบายไม่อยากให้ใครรบกวน
“แต่ฉันเป็นพี่ ทำไมจะเข้าไปดูน้องไม่ได้” ชัยบดีจะเข้าให้ได้ พอดีคุณชายพิริยพงษ์ถามว่าทำอะไรกัน ชัยบดีจึงยอมถอยออกมา คุณชายดึงชัยบดีไปกระซิบถามว่า
“ตกลงเรื่องตรวจดีเอ็นเอว่ายังไง”
หลังจากนั้นคุณชายไปหาจริยา จริยาบอกว่าดีแล้วที่เลื่อนเวลาตรวจออกไป คุณชายเอะใจถามว่าท่านย่าประชวรครั้งนี้เป็นแผนของเธอรึเปล่า จริยาบอกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น แต่ระหว่างที่ยื้อเวลาเรื่องตรวจดีเอ็นเอออกไปนี้ คุณชายก็รีบหาทางกอบโกยสมบัติมาเก็บไว้ก็แล้วกัน ถึงเวลานั้นหลานชายกำมะลอก็หายไป เรื่องก็จบ
แต่คุณชายเกรงว่า ท่านย่าอาการดีขึ้นมากแล้ว ไม่นานท่านนายพลก็จะมาทวงถามเรื่องตรวจดีเอ็นเออีกเป็นแน่
“แต่ยังไงก็ไม่ใช่เร็วๆนี้หรอกน่า” พอดีวินิตามาเห็นคุณชายก็ดี๊ด๊าดีใจ จริยาเลยบอกให้อย่าเพิ่งคิดเรื่องอื่นมาก ตอนนี้ให้ดูแลลูกสาวตนให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ
ฝ่ายชัยบดีก็สอพลอพระองค์หญิงเต็มที่ พระองค์หญิงเห็นชัยบดีมาเฝ้าอยู่ ท่านถามว่า “นี่ดูจะมีแต่เราคนเดียวสินะที่เดินวนเวียนเข้ามาเยี่ยมตอนฉันไม่สบาย” ทิวาบอกว่าคุณหญิงประสงค์สมเข้ามาตอนท่านบรรทม “แต่ชายพิริยพงษ์หายไปเลย แค่นี้ฉันก็รู้ละว่าจะฝากผีฝากไข้กับใครได้บ้าง”
“อย่าทรงคิดมากเลยกระหม่อม เราทุกคนรักและห่วงใยท่านยายเท่าๆกัน”
ชัยบดีพูดให้ดูดี แต่นึกสะใจตัวเองนักที่ทำคะแนนไปเต็มๆคนเดียว
ในอารมณ์นี้พระองค์หญิงโบกมือให้ทิวากับราตรีออกไป เพื่อพระองค์จะได้อยู่กับหลานรักตามลำพัง...