อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร
พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 5
ม.ร.ว. พิริยพงษ์ ไกวัล ไม่พอใจเมธีเพื่อนที่ร่วมกันสร้างสถานบันเทิงที่ยื่นเงื่อนไขบังคับว่าถ้าไม่เอาเงินมาลงหุ้นก็จะให้ลาออก เพราะต้องการเงินมาทำอะไรที่มันไฮมันใหม่กว่าที่เป็นอยู่ มันต้องใช้เงิน
เมธีหว่านล้อมว่าใครๆก็รู้ว่าวังเทวาสถิตย์นั้นรวยขนาดไหน เพิ่มทุนอีกสักล้านได้อยู่แล้ว ทำให้ พิริยพงษ์คิดหนัก กลับถึงวังเทวาสถิตย์ก็มองไปที่ห้องของท่านย่าอย่างครุ่นคิด แต่ขณะจะกลับห้องเดินผ่านห้องคุณหญิงประสงค์สมเห็นประตูแง้มๆอยู่จึงถือวิสาสะเดินเข้าไป เห็นคุณหญิงไม่อยู่จึงค้นในกล่องเครื่องเย็บปักถักร้อย เจอสมุดบัญชีรีบหยิบเปิดดู
คุณหญิงกลับมาเจอก็ตบมือพิริยพงษ์จนสมุดบัญชีร่วง ถามอย่างไม่พอใจว่ามายุ่งอะไรกับสมุดบัญชีของตน พิริยพงษ์พูดหน้าตาเฉยว่าเห็นว่าน้องไม่ค่อยได้ใช้เงินจึงจะมาขอยืมไปลงทุนให้เงินทำงาน คุณหญิงไม่ให้
“ถึงให้ก็ไม่พอหรอก น้องหญิงมีเงินไม่ถึงล้าน”
“พี่ชายไม่มีทางรู้ว่าหญิงเก็บเงินไว้เท่าไหร่” คุณหญิงหยิบสมุดบัญชีอีกหลายเล่มชูให้ดู “หญิงไม่ได้สุรุ่ยสุร่ายอย่างพี่ชายค่ะ แต่ถ้าพี่ชายจะเอาเงินไปซื้อของให้คนรัก หญิงยิ่งไม่ให้ใหญ่เลย...หญิงไม่ชอบเขา”
พิริยพงษ์บอกว่าจะเอาเงินไปลงทุนไม่ได้เอาไปซื้อของให้วินิตา แต่ไม่ว่าจะเอาไปทำอะไรคุณหญิงก็ไม่ให้เพราะที่ยืมไปยังไม่เคยใช้คืนเลย เดินไปเปิดประตูกว้างเป็นการไล่ในที
เมื่อไปบอกวินิตา เธอถามว่าทำไมไม่ขอท่านย่าท่านมีทรัพย์สินมากมายไม่ใช่หรือ
“มีน่ะมีครับวิ แต่ท่านย่าน่ะ ไม่ค่อยจะอยากให้ผมทำงาน” จริยาเสริมว่างานคลับงานบาร์ผู้ดีเขาไม่ทำกันใช่ไหมคุณชาย “คุณน้าพูดเหมือนรู้จักท่านย่าดีเลยครับ ใช่ครับ...ท่านย่าถือ หาว่างานของผมเป็นเรื่องอบายมุข”
วินิตาบอกว่าถ้าเช่นนั้นคุณชายต้องเอาเงินเก็บของตัวเองมาใช้ จริยาพูดเชิงชี้ช่องว่า
เมธีหว่านล้อมว่าใครๆก็รู้ว่าวังเทวาสถิตย์นั้นรวยขนาดไหน เพิ่มทุนอีกสักล้านได้อยู่แล้ว ทำให้ พิริยพงษ์คิดหนัก กลับถึงวังเทวาสถิตย์ก็มองไปที่ห้องของท่านย่าอย่างครุ่นคิด แต่ขณะจะกลับห้องเดินผ่านห้องคุณหญิงประสงค์สมเห็นประตูแง้มๆอยู่จึงถือวิสาสะเดินเข้าไป เห็นคุณหญิงไม่อยู่จึงค้นในกล่องเครื่องเย็บปักถักร้อย เจอสมุดบัญชีรีบหยิบเปิดดู
คุณหญิงกลับมาเจอก็ตบมือพิริยพงษ์จนสมุดบัญชีร่วง ถามอย่างไม่พอใจว่ามายุ่งอะไรกับสมุดบัญชีของตน พิริยพงษ์พูดหน้าตาเฉยว่าเห็นว่าน้องไม่ค่อยได้ใช้เงินจึงจะมาขอยืมไปลงทุนให้เงินทำงาน คุณหญิงไม่ให้
“ถึงให้ก็ไม่พอหรอก น้องหญิงมีเงินไม่ถึงล้าน”
“พี่ชายไม่มีทางรู้ว่าหญิงเก็บเงินไว้เท่าไหร่” คุณหญิงหยิบสมุดบัญชีอีกหลายเล่มชูให้ดู “หญิงไม่ได้สุรุ่ยสุร่ายอย่างพี่ชายค่ะ แต่ถ้าพี่ชายจะเอาเงินไปซื้อของให้คนรัก หญิงยิ่งไม่ให้ใหญ่เลย...หญิงไม่ชอบเขา”
พิริยพงษ์บอกว่าจะเอาเงินไปลงทุนไม่ได้เอาไปซื้อของให้วินิตา แต่ไม่ว่าจะเอาไปทำอะไรคุณหญิงก็ไม่ให้เพราะที่ยืมไปยังไม่เคยใช้คืนเลย เดินไปเปิดประตูกว้างเป็นการไล่ในที
เมื่อไปบอกวินิตา เธอถามว่าทำไมไม่ขอท่านย่าท่านมีทรัพย์สินมากมายไม่ใช่หรือ
“มีน่ะมีครับวิ แต่ท่านย่าน่ะ ไม่ค่อยจะอยากให้ผมทำงาน” จริยาเสริมว่างานคลับงานบาร์ผู้ดีเขาไม่ทำกันใช่ไหมคุณชาย “คุณน้าพูดเหมือนรู้จักท่านย่าดีเลยครับ ใช่ครับ...ท่านย่าถือ หาว่างานของผมเป็นเรื่องอบายมุข”
วินิตาบอกว่าถ้าเช่นนั้นคุณชายต้องเอาเงินเก็บของตัวเองมาใช้ จริยาพูดเชิงชี้ช่องว่า
“ผู้ใหญ่ในวังบางคน เขาไม่ให้ลูกหลานมีเงินเก็บไว้เยอะหรอก เขาจะให้ก็ต่อเมื่อเขาตายแล้ว ซึ่งบางทีลูกหลานอาจจะตายไปก่อนก็ได้” วินิตาเสนอว่างั้นยืมคุณพ่อไหม เพราะคุณพ่อมีเงินเยอะเห็นว่าจะซื้อที่ดินของพระองค์หญิง จริยาพูดลอดไรฟันกับวินิตาว่า “แต่แม่ไม่ได้อยากให้ซื้อ!”
วินิตาถามว่าแล้วทำไมคุณพ่อจะซื้อ จริยาประชดว่าคงซื้อไว้สร้างทัชมาฮาลแห่งที่สองกระมัง แล้วขอตัวไป วินิตาถามพิริยพงษ์ว่า “แล้ว...คุณชายคิดจะไปหาทุนที่ไหนมาลงกับเพื่อนคะ”
พิริยพงษ์คิดหนัก วินิตาช่วยคิด พลันก็เคาะมือถือเมื่อนึกออก โทร.ไปหาพลโทวินิต ถูกพ่อปฏิเสธย้ำว่าให้ลูกกับคุณชายจัดการติดต่อซื้อที่ให้ได้ ลูกก็จะได้ค่านายหน้า วินิตาขอเป็นทำสัญญากู้เอาไปลงทุนก่อนได้ไหม พลโทวินิตติงว่า
“พ่อว่ามันไม่งามหรอกลูก เราเป็นผู้หญิง อย่าเสนออะไรให้ผู้ชายจนล้ำเส้น”
ที่ร้านอาหารเดียวกัน สโรชานั่งกินอาหารอยู่กับพิสิฐ วินิตาชำเลืองไปทางพิสิฐ พอรู้จากพลโทวินิตว่าพิสิฐกำลังอยากได้ที่ดินผืนเดียวกับตน วินิตาถามว่าเขาติดต่อซื้อหรือยัง พลโทวินิตบอกว่าน่าจะยัง ยุให้วินิตาที่กำลังเป็นคนรักของหลานชายพระองค์หญิง พาเข้าวัง เพราะนายหน้าคนอื่นถูกตะเพิดออกมาหมด วินิตาบอกว่าคราวที่แล้วพอเอ่ยปากท่านก็ไม่ทรงสนพระทัยฟัง
“เป็นลูกพ่ออย่าท้อ พ่อเชื่อว่าลูกจะทำให้พ่อได้ที่ผืนนั้น ถ้าได้มาเมื่อไหร่ มากกว่าเงินล้าน พ่อก็ให้ลูกได้”
วินิตายิ้มอย่างมั่นใจว่าตนต้องทำได้
ใช่ว่าพิสิฐจะไม่เห็นพลโทวินิตกับวินิตา เขาบอกสโรชาที่นั่งหันหลังให้ทั้งสองว่า
“ข้างหลังของลูกน่ะ คือพลโทวินิต รวยมาก เรียกว่ารวยแต่กำเนิด เขามีลูกสาวสวย น่าจะสวยใกล้เคียงกับลูกของป๊านี่ล่ะ”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับลูกคะ จะสวยไม่สวย หรือเป็นแฟนใคร ก็ช่างปะไร”
“พลโทวินิตน่ะ อยากได้ที่ดินผืนนั้นเหมือนกัน ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จะซื้อทั้งหมดหรือบางส่วนก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ป๊าว่าเขาต้องส่งลูกสาวเข้าไปหาพระองค์หญิงเพื่อขอซื้อที่ดิน ลูกว่า...ระหว่างแฟนของหลานชายกับพ่อวิศรุตของลูก ใครจะเข้าถึงพระองค์หญิงมากกว่ากัน”
ฟังพิสิฐแล้วสโรชาฮึดอยากเห็นหน้าวินิตาขึ้นมาแต่ก็ไม่กล้าหันไปมอง
ฝ่ายวิศรุตเอาดอกไม้ไปวางที่หน้าสถูป มองรูปและแผ่นสลักชื่อพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ เอ่ยสีหน้าเรียบเฉย
“ผมมาทักทายเพื่อบอกอีกครั้งว่า ผมไม่เคยอยากได้อะไรของท่านเลย”
นายหมากที่นั่งถอนหญ้าอยู่แถวนั้น เขม้นมองวิศรุตที่เดินออกไปด้วยความสนใจ
ฝ่ายวินิตาถามคุณชายพิริยพงษ์ว่าที่ดินของพระองค์หญิงที่คุณพ่ออยากได้อยู่ตรงไหนหรือ วันหลังพาตนไปดูก่อนที่จะเข้าไปทูลขอซื้อจริง ตนอยากไปเร็วๆ เพราะกลัวถูกคนอื่นมาปาดหน้าไปก่อน
“งั้นพรุ่งนี้เราไปดูที่ดินกัน จากนั้นผมจะพาวิเข้าเฝ้าท่านย่า ทูลตรงๆดูซิว่าระหว่างผมและวิกับคนอื่นที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ท่านจะทรงขายให้ใคร ดีไหม”
วินิตาดีใจยกแม่โป้งให้ แล้วสองหนุ่มสาวก็พากันเดินเที่ยวต่อ
ooooooo
เมื่อวิศรุตไปทำงานที่โรงแรม เขาใส่ใจกับงานเต็มที่ วันนี้เขาเดินสำรวจไปจนถึงห้องจัดเลี้ยง สุทิศเสนอว่าเขามีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการแล้วน่าจะเสนอผักที่ปลูกขายให้ทางโรงแรม
วิศรุตบอกว่าไม่อยากทำเพราะจะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
สโรชามาได้ยิน พูดเชิงตำหนิว่าเขาไม่ต้องมาเร่งศึกษาเรื่องงานภายในโรงแรมหรอก เรื่องพวกนี้มีคนทำอยู่แล้ว ย้ำว่า
“ที่คุณต้องรีบคือไปหาทางซื้อที่ดินของพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีให้ได้ ฉันจะได้เดินงานส่วนของฉัน โอเคนะ!!”
วิศรุตชวนสโรชาให้เข้าวังไปเจรจาเพื่อที่ดินด้วยกันเพื่อจะได้โปร่งใสว่าตนไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไร สโรชาไม่ไปบอกให้เขาไปเจรจาให้สำเร็จก่อน ถึงขั้นตกลงราคาตนค่อยไปในฐานะผู้ซื้อตัวจริง ช่วงนี้เป็นหน้าที่ของเขา
ที่แท้สโรชากลัวว่าไปไหนมาไหนกับวิศรุตใกล้ชิด
กันมากกลัวเขาจะจับได้ว่าสโรชาก็คือพลับพลึง บ่นกับน้ำมนต์ว่าตนเหนื่อยที่ต้องเล่นบทสโรชาที่ต้องเริ่ดตลอดเวลา
ขณะนั้นเอง นารีเอาเอกสารมาให้เซ็น สโรชาหาปากกาไม่เจอไม่รู้หายไปไหน นารีจึงหยิบของตัวเองให้เซ็น
พอเซ็นเอกสารเสร็จ น้ำมนต์ก็เปิดตู้หยิบถุงผ้าของพลับพลึงออกมาให้แปลงร่างเพื่อไปช็อปปิ้งในห้างกัน
ในห้างนี่เอง สโรชากับน้ำมนต์เห็นธาราเดินกับเด็กหนุ่ม ซ้ำยังเห็นธาราเอาเงินให้เด็กหนุ่มฟ่อนใหญ่ด้วย น้ำมนต์ฟันธงว่าธาราเลี้ยงเด็ก สโรชาบอกว่าไม่เคยรู้ มาก่อนเลยว่าธาราเป็นแบบนี้
เมื่อไปที่ลานจอดรถ เดินผ่านเด็กหนุ่มคนนั้น ได้ยินเขาคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า
“ไม่ต้องห่วง...เงินน่ะมีเยอะด้วย เพิ่งได้มา... เออ...แล้วเจอกัน”
“กรรมใครกรรมมันเว้ยไอ้ลี่...อย่าไปยุ่งกับเขาเลย” น้ำมนต์ลากสโรชาเดินเลี่ยงไปอีกทาง
ooooooo
กลับถึงโฮมสเตย์ สโรชาแกล้งถามธาราเรื่องความหมายของคำว่า เลี้ยงเด็ก กินเด็ก มีแฟนเด็ก คบเด็ก ธาราไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตอบไปตามความรู้สึกว่า ถ้าเด็กดีตนก็ยินดีส่งเสีย สโรชาถามว่าแล้วถ้าเด็กไม่ดีล่ะ?
“โอ๊ย...ฉันสกรีนย่ะ คนไม่ดีก็ไม่มีสิทธิ์มาเป็นเด็กของฉันอยู่แล้ว คนอย่างฉันถ้าใครขืนมาหลอกจะตบให้หัวหลุดกระเด็นเลย”
วินิตาถามว่าแล้วทำไมคุณพ่อจะซื้อ จริยาประชดว่าคงซื้อไว้สร้างทัชมาฮาลแห่งที่สองกระมัง แล้วขอตัวไป วินิตาถามพิริยพงษ์ว่า “แล้ว...คุณชายคิดจะไปหาทุนที่ไหนมาลงกับเพื่อนคะ”
พิริยพงษ์คิดหนัก วินิตาช่วยคิด พลันก็เคาะมือถือเมื่อนึกออก โทร.ไปหาพลโทวินิต ถูกพ่อปฏิเสธย้ำว่าให้ลูกกับคุณชายจัดการติดต่อซื้อที่ให้ได้ ลูกก็จะได้ค่านายหน้า วินิตาขอเป็นทำสัญญากู้เอาไปลงทุนก่อนได้ไหม พลโทวินิตติงว่า
“พ่อว่ามันไม่งามหรอกลูก เราเป็นผู้หญิง อย่าเสนออะไรให้ผู้ชายจนล้ำเส้น”
ที่ร้านอาหารเดียวกัน สโรชานั่งกินอาหารอยู่กับพิสิฐ วินิตาชำเลืองไปทางพิสิฐ พอรู้จากพลโทวินิตว่าพิสิฐกำลังอยากได้ที่ดินผืนเดียวกับตน วินิตาถามว่าเขาติดต่อซื้อหรือยัง พลโทวินิตบอกว่าน่าจะยัง ยุให้วินิตาที่กำลังเป็นคนรักของหลานชายพระองค์หญิง พาเข้าวัง เพราะนายหน้าคนอื่นถูกตะเพิดออกมาหมด วินิตาบอกว่าคราวที่แล้วพอเอ่ยปากท่านก็ไม่ทรงสนพระทัยฟัง
“เป็นลูกพ่ออย่าท้อ พ่อเชื่อว่าลูกจะทำให้พ่อได้ที่ผืนนั้น ถ้าได้มาเมื่อไหร่ มากกว่าเงินล้าน พ่อก็ให้ลูกได้”
วินิตายิ้มอย่างมั่นใจว่าตนต้องทำได้
ใช่ว่าพิสิฐจะไม่เห็นพลโทวินิตกับวินิตา เขาบอกสโรชาที่นั่งหันหลังให้ทั้งสองว่า
“ข้างหลังของลูกน่ะ คือพลโทวินิต รวยมาก เรียกว่ารวยแต่กำเนิด เขามีลูกสาวสวย น่าจะสวยใกล้เคียงกับลูกของป๊านี่ล่ะ”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับลูกคะ จะสวยไม่สวย หรือเป็นแฟนใคร ก็ช่างปะไร”
“พลโทวินิตน่ะ อยากได้ที่ดินผืนนั้นเหมือนกัน ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จะซื้อทั้งหมดหรือบางส่วนก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ป๊าว่าเขาต้องส่งลูกสาวเข้าไปหาพระองค์หญิงเพื่อขอซื้อที่ดิน ลูกว่า...ระหว่างแฟนของหลานชายกับพ่อวิศรุตของลูก ใครจะเข้าถึงพระองค์หญิงมากกว่ากัน”
ฟังพิสิฐแล้วสโรชาฮึดอยากเห็นหน้าวินิตาขึ้นมาแต่ก็ไม่กล้าหันไปมอง
ฝ่ายวิศรุตเอาดอกไม้ไปวางที่หน้าสถูป มองรูปและแผ่นสลักชื่อพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ เอ่ยสีหน้าเรียบเฉย
“ผมมาทักทายเพื่อบอกอีกครั้งว่า ผมไม่เคยอยากได้อะไรของท่านเลย”
นายหมากที่นั่งถอนหญ้าอยู่แถวนั้น เขม้นมองวิศรุตที่เดินออกไปด้วยความสนใจ
ฝ่ายวินิตาถามคุณชายพิริยพงษ์ว่าที่ดินของพระองค์หญิงที่คุณพ่ออยากได้อยู่ตรงไหนหรือ วันหลังพาตนไปดูก่อนที่จะเข้าไปทูลขอซื้อจริง ตนอยากไปเร็วๆ เพราะกลัวถูกคนอื่นมาปาดหน้าไปก่อน
“งั้นพรุ่งนี้เราไปดูที่ดินกัน จากนั้นผมจะพาวิเข้าเฝ้าท่านย่า ทูลตรงๆดูซิว่าระหว่างผมและวิกับคนอื่นที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ท่านจะทรงขายให้ใคร ดีไหม”
วินิตาดีใจยกแม่โป้งให้ แล้วสองหนุ่มสาวก็พากันเดินเที่ยวต่อ
ooooooo
เมื่อวิศรุตไปทำงานที่โรงแรม เขาใส่ใจกับงานเต็มที่ วันนี้เขาเดินสำรวจไปจนถึงห้องจัดเลี้ยง สุทิศเสนอว่าเขามีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการแล้วน่าจะเสนอผักที่ปลูกขายให้ทางโรงแรม
วิศรุตบอกว่าไม่อยากทำเพราะจะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
สโรชามาได้ยิน พูดเชิงตำหนิว่าเขาไม่ต้องมาเร่งศึกษาเรื่องงานภายในโรงแรมหรอก เรื่องพวกนี้มีคนทำอยู่แล้ว ย้ำว่า
“ที่คุณต้องรีบคือไปหาทางซื้อที่ดินของพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีให้ได้ ฉันจะได้เดินงานส่วนของฉัน โอเคนะ!!”
วิศรุตชวนสโรชาให้เข้าวังไปเจรจาเพื่อที่ดินด้วยกันเพื่อจะได้โปร่งใสว่าตนไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไร สโรชาไม่ไปบอกให้เขาไปเจรจาให้สำเร็จก่อน ถึงขั้นตกลงราคาตนค่อยไปในฐานะผู้ซื้อตัวจริง ช่วงนี้เป็นหน้าที่ของเขา
ที่แท้สโรชากลัวว่าไปไหนมาไหนกับวิศรุตใกล้ชิด
กันมากกลัวเขาจะจับได้ว่าสโรชาก็คือพลับพลึง บ่นกับน้ำมนต์ว่าตนเหนื่อยที่ต้องเล่นบทสโรชาที่ต้องเริ่ดตลอดเวลา
ขณะนั้นเอง นารีเอาเอกสารมาให้เซ็น สโรชาหาปากกาไม่เจอไม่รู้หายไปไหน นารีจึงหยิบของตัวเองให้เซ็น
พอเซ็นเอกสารเสร็จ น้ำมนต์ก็เปิดตู้หยิบถุงผ้าของพลับพลึงออกมาให้แปลงร่างเพื่อไปช็อปปิ้งในห้างกัน
ในห้างนี่เอง สโรชากับน้ำมนต์เห็นธาราเดินกับเด็กหนุ่ม ซ้ำยังเห็นธาราเอาเงินให้เด็กหนุ่มฟ่อนใหญ่ด้วย น้ำมนต์ฟันธงว่าธาราเลี้ยงเด็ก สโรชาบอกว่าไม่เคยรู้ มาก่อนเลยว่าธาราเป็นแบบนี้
เมื่อไปที่ลานจอดรถ เดินผ่านเด็กหนุ่มคนนั้น ได้ยินเขาคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า
“ไม่ต้องห่วง...เงินน่ะมีเยอะด้วย เพิ่งได้มา... เออ...แล้วเจอกัน”
“กรรมใครกรรมมันเว้ยไอ้ลี่...อย่าไปยุ่งกับเขาเลย” น้ำมนต์ลากสโรชาเดินเลี่ยงไปอีกทาง
ooooooo
กลับถึงโฮมสเตย์ สโรชาแกล้งถามธาราเรื่องความหมายของคำว่า เลี้ยงเด็ก กินเด็ก มีแฟนเด็ก คบเด็ก ธาราไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตอบไปตามความรู้สึกว่า ถ้าเด็กดีตนก็ยินดีส่งเสีย สโรชาถามว่าแล้วถ้าเด็กไม่ดีล่ะ?
“โอ๊ย...ฉันสกรีนย่ะ คนไม่ดีก็ไม่มีสิทธิ์มาเป็นเด็กของฉันอยู่แล้ว คนอย่างฉันถ้าใครขืนมาหลอกจะตบให้หัวหลุดกระเด็นเลย”
พอดีริชาร์ดกับจอห์นนี่หอบผักมาเต็มมือ มีทั้งยอดตำลึงและผักบุ้ง ปรากฏว่าเป็นผักที่ป้าหวานไปเก็บจากหลังบ้านเอามาแลกกับผักที่วิศรุตปลูก แถมระหว่างทางมาเก็บผักยังเก็บปากกาได้อีกด้วย เห็นว่ายังมีหมึกก็เหน็บเอวเอาไว้จดหวย
วิศรุตกลับมาดูแลที่เรือนผัก ใจลอยหงุดหงิดกับคำพูดและการวางท่าของสโรชาจนบ่น
“บ้าจริงๆ คนอะไร ยโสโอหัง” และเผลอเทปุ๋ยลงไปเกินขนาด เลยบ่นตัวเองอีกว่า “ทำไมฉันต้องอารมณ์เสียกับผู้หญิงคนนี้ด้วย”
ธาราทำอาหารเย็นเสร็จเห็นวิศรุตอารมณ์เสียก็คาดว่าคงเครียดเรื่องงาน แต่จอห์นนี่กับริชาร์ดบอกว่าคงเป็นคนมากกว่าเพราะได้ยินบ่นว่า “บ้าจริงๆ คนอะไร พูดจายโสโอหัง”
ระหว่างกินข้าวที่โต๊ะ สุทิศที่ได้ฟังการโต้เถียงกันของวิศรุตกับสโรชาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจึงเล่าให้ฟังกันที่โต๊ะอาหาร ทุกคนพากันหมั่นไส้สโรชา ธาราบอกว่าถ้าเจอตัวจะด่าให้กลับบ้านไม่ถูกเลย
สโรชานั่งฟังอยู่รู้ว่าตัวเองโดนรุมด่า ก็ได้แต่ข่มความรู้สึก พอโดนหนักเข้าก็เงอะงะจนทำช้อนร่วง เลยหัวเราะเจื่อนๆกลบเกลื่อน
ooooooo
เช้านี้หลังจากสโรชาใส่บาตรเสร็จจะกลับ ก็เอาข้าวที่เหลือหว่านลงไปให้ปลากิน พูดกับปลาว่ากินเสียถ้าตนไม่ได้มาใส่บาตรตรงนี้อีกก็ไม่มีใครเอามาให้กินแล้ว พอดีวิศรุตมาได้ยิน ถามว่าพูดอะไร เธอบอกว่าเปล่า แค่พูดกับปลาเท่านั้น
วิศรุตเลยชวนนั่งคุยกัน เขาบ่นลอยๆว่า “เบื่อคนรวย” พอสโรชาถามว่าใคร เขาระบายออกมาอย่างมีอารมณ์ว่า
“ลูกสาวเจ้านาย สโรชา สุนทรเกษม ยโสโอหัง ฉันไม่เคยเจอใครพูดจาแย่ๆใส่แบบนี้” พอถูกสโรชาซักมากเข้าเขาบอกว่า “ฉันรำคาญผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองเก่ง รวย สวย ฉลาด”
“โห...เก่ง รวย สวย ฉลาด คุณสมบัติครบอย่างนี้ คุณวิศรุตของพลับพลึงยังรำคาญ แบบนี้ผู้หญิงในสเปกคุณวิศรุตคงเป็นนางฟ้าแล้วค่ะ”
“ฉันไม่เคยมีสเปกหรอก ขอแค่คนธรรมดา คุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ได้ แต่อย่ามาทำตัวแบ่งชนชั้น วางอำนาจ ดูถูกคนอื่น แบบนี้ฉันไม่ชอบ”
เวลาเดียวกัน ที่หลังโฮมสเตย์ ป้าหวนกำลังมารับซื้อหวยกับริชาร์ดกับจอห์นนี่ ธารามาเจอเลยมีปากเสียงกับป้าหวาน ป้าหวานโมโหเอาปากกาในมือชี้หน้าธารา ถูกธาราคว้ากระชากไป แล้วขู่ริชาร์ดกับจอห์นนี่ว่า อย่ามาซื้อขายของผิดกฎหมายกันในนี้ ถ้าไม่ฟัง ตนจะบอกให้คุณวิศรุตตัดเงินเดือน
เวลาเดียวกัน ที่หลังโฮมสเตย์ ป้าหวนกำลังมารับซื้อหวยกับริชาร์ดกับจอห์นนี่ ธารามาเจอเลยมีปากเสียงกับป้าหวาน ป้าหวานโมโหเอาปากกาในมือชี้หน้าธารา ถูกธาราคว้ากระชากไป แล้วขู่ริชาร์ดกับจอห์นนี่ว่า อย่ามาซื้อขายของผิดกฎหมายกันในนี้ ถ้าไม่ฟัง ตนจะบอกให้คุณวิศรุตตัดเงินเดือน
ธาราไปฟ้องวิศรุต เอาปากกาให้ดูบอกว่าเถียงกับป้าหวานเลยกระชากปากกาจดหวยมาเสียเลย วิศรุตเอาปากกาไปดูเป็นปากการาคาแพงสลักชื่อ เอส. สุนทรเกษม สโรชาตกใจแต่จำต้องเก็บอาการ
ป้าหวานตามมาขอปากกาคืน วิศรุตถามว่า เอาปากกามาจากไหน ป้าหวานบอกว่าเก็บได้ สโรชาถามว่าเก็บได้ที่ไหน
“หลังบ้าน นอกรั้วนะ ไม่ใช่ในรั้ว เส้นทางที่เอ็งเคยใช้เป็นทางผลุบเข้าผลุบออกบ้านน่ะ แน่ะๆๆ อย่าบอกนะว่าเป็นของเอ็ง ของแพงนะเว้ย”
วิศรุตบอกว่ารู้ว่าของแพงแถมมีชื่อเจ้าของด้วย ป้าหวานเสนอขายทันทีขอหนึ่งพัน ต่อไปต่อมาเหลือแค่ร้อยเดียวก็เอา ดีใจจะได้เอาไปต่อทุน วิศรุตยกปากกาขึ้นดูรอยสลักชื่ออย่างครุ่นคิด
ooooooo
วิศรุตเอาปากกาไปถามนวลเลขาของพิสิฐ นวลบอกว่านอกจากสโรชาแล้ว ตระกูลสุนทรเกษมไม่มีใครที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัวเอสอีก วิศรุตมองซองเอกสารขนาดใหญ่ที่นวลถือมาถามว่านั่นอะไร
“คุณพิสิฐให้คนไปถ่ายภาพล่าสุดของที่ดินที่จะให้คุณวิศรุตดำเนินการต่อค่ะ”
วิศรุตรับซองไปเปิดดู ดูทีละภาพ “นี่น่ะเหรอ ที่ที่กำลังจะกลายเป็นลิลลี่มัลติเพล็กซ์ มีทั้งสวน มีทั้งนา มีทั้งกระต๊อบ”
คุณชายพิริยพงษ์พาวินิตาไปดูที่ดินผืนนี้ที่ริมทางเป็นพงหญ้ารก พิริยพงษ์บอกว่าเรามาตามแผนที่ที่ได้จากทนายของท่านย่า ที่ดินยาวเหยียดสุดไปถึงคลอง แต่เขาว่าชาวบ้านเข้ามาปลูกต้นไม้ไว้ ถึงเวลาขายก็คงต้องขับไล่กัน วินิตามองแล้วบอกว่าที่กว้างมาก ชวนไปดูทางโน้น กัน ไปให้สุดทางเลย พิริยพงษ์จึงชวนขึ้นรถไปกัน
พอไปถึงข้างรั้วที่ดินริมถนน ก็ถูกหมากระโจนใส่ แต่ติดตาข่าย พิริยพงษ์กอดวินิตาไว้อย่างปกป้อง ด่าหมาว่าเห่าทำไม นี่เจ้าของที่นะ! วินิตาบอกว่าอย่าไปทะเลาะกับหมาเลยเสียปากเปล่าๆ และพอเห็นที่แล้วเธอก็ชวนกลับบอกว่า
“แค่ที่ได้เห็นเท่านี้ก็ชัดแล้วว่าที่ดินน่าซื้อจริงๆ ส่วนจะซื้อเอาไปทำอะไรก็เรื่องของคุณพ่อแล้วค่ะ” พอขึ้นรถเธอก็เอามือถือถ่ายรูปที่ดินนี้ไว้ที่หลังรั้ว นายหมากที่อายุมากจนเหนียงยานตาฝ้าฟาง เดินมาเขม้นมอง พึมพำ
“เจ้าของที่งั้นรึ?!”
ooooooo
ที่โรงแรม วิศรุตเอาปากกาไปถามสุทิศว่าปากกานี่น่าจะเป็นของสโรชาใช่ไหม สุทิศบอกว่าน่าจะใช่ พอวิศรุตถามว่าแล้วทำไมมันไปตกอยู่หลังบ้านเรา เพราะคนที่เดินทางไปมาสองแห่งมีเขาคนเดียวเท่านั้น
สุทิศร้อนตัวกลัวถูกหาว่าขโมยปากกา พูดออกตัวพัลวัน เอาหัวเป็นประกันว่าตนไม่ทำแน่
วิศรุตจึงไปนั่งรอในห้องประชุมที่สโรชายืนที่โพเดียมกำลังพูดกับพนักงาน เขารอจนเธอพูดจบจึงบอกเธอว่าตนมีเรื่องงานจะหารือ สโรชาเดาว่าคงจะชวนตนไปดูที่ดินแห่งนั้นใช่ไหม
สโรชาหาทางเลี่ยง แต่พอถูกวิศรุตพูดประชดว่า ถ้ากลัวแดดก็กางร่ม ใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด สวมแว่นดำปิดทั้งหน้าก็ได้
“ผู้หญิงอย่างคุณน่ะ เท้าไม่แตะดิน หน้าต้องไม่แตะลม เส้นผมต้องไม่แตะมลพิษ ชีวิตชินแต่ความสบาย ห้องไม่ติดแอร์คุณไม่รู้จัก”
“จะไปเมื่อไหร่!” สโรชาถามขัดขึ้น ต่างจ้องหน้ากันอย่างอารมณ์ขึ้นทั้งคู่
วิศรุตพาสโรชาไปที่โฮมสเตย์ เธอถามว่านี่มันทางเข้าบ้านเขา พอรู้ตัวก็รีบหยุด แก้เป็นว่า ตนหมายถึงทางไปโฮมสเตย์ของเขาหรือเปล่า วิศรุตถามจับผิดว่าทำไมรู้ สโรชาเฉไฉไปเรื่อยเปื่อยว่าตนเคยเห็นข้อมูล ถูกจับผิดอีกว่า แสดงว่าเธอเคยมา เลยเสียงขุ่นใส่ว่า ฉันจะมาทำไม วิศรุตพูดกวนๆว่า นั่นสิครับ...มาทำไม ทำเอาสโรชาหนาวๆร้อนๆ กลัวถูกจับผิดได้
สโรชาถามว่าพาตนมาที่นี่ทำไม ไหนว่าจะไปดูที่ วิศรุตบอกว่าที่ดินนี้มันติดน้ำด้านหนึ่ง เราจะไปทางเรือจากบ้านตน
พอลงเรือ วิศรุตเอาปากกาด้ามนั้นยื่นให้ดู เธอมองนิ่ง เขาดักคอว่าเธอไม่ตกใจหรือ นี่เป็นปากกาที่สลักชื่อเธอ เธอไปทำหายไว้ที่ไหนไม่รู้ตัวหรือ
“ปากกามีเป็นร้อยด้าม ถึงจะสลักชื่อก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องจำได้”
“จำไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้านึกได้ว่าเป็นของคุณแล้วอยากได้คืนก็บอก” ว่าแล้วเอาปากกาเหน็บที่กระเป๋าเสื้อตามเดิมแต่คอยจับพิรุธจนเธอถามว่าจะมองอะไรตนนักหนา ขับเรือดูทางด้วย เธอทำเสียงข่มเพราะไม่รู้ว่าเขาจับผิดตนได้ขนาดไหนแล้ว
ooooooo
ที่ห้องหม่อมเจ้ากิรติโสภณ...อัศดงปีนบันไดขึ้นไปเช็ดกรอบรูปของหม่อมเจ้ากิรติโสภณเสร็จ พระองค์หญิงก็เอ่ย
“จำไว้นะ อย่าให้มีฝุ่นจับแม้แต่นิดเดียว ถ้าห้องนี้สกปรก ฉันจะลดเงินเดือนแก”
คุณหญิงประสงค์สมเดินมาดูรูป เมื่อแน่ใจว่าอยู่กันลำพัง คุณหญิงเอ่ย
“ท่านย่าทรงคิดถึงท่านอาหญิงกิรติโสภณ...เหรอเพคะ”
“คิดถึงมาก คิดถึงตลอดเวลา...”
“ท่านย่าเพคะ... หญิงเคยได้ยินพวกข้างล่างพูดว่า ท่านอาทรงครรภ์ตอนที่หายไป จริงหรือเปล่าเพคะ” คุณหญิงถามเกรงๆ
“มีคนส่งข่าวมาว่าอย่างนั้น บางทีก็ว่าไปคลอดที่อังกฤษ บางทีก็ว่าอยู่สิงคโปร์ ล่าสุดที่ได้ข่าว ก็ยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นท่านยังไม่สิ้น ทรงพระทัยแข็ง ทั้งๆที่ทรง
ทราบว่าหญิงกิรติป่วยหนัก ก็ห้ามใครไปเยี่ยม จนกระทั่ง ลูกหญิง...ตายไป...การได้รับข่าวว่าลูกในไส้ตายจาก สำหรับคนเป็นแม่ มันทุกข์เหลือเกิน...”
“แล้วลูกท่านอาล่ะคะ เป็นหญิงหรือชาย ถ้ายังมีชีวิตอยู่ เราน่าจะตามหาได้นะเพคะ...หรือไม่เขาก็น่าจะกลับมาหาท่านย่านะคะ”
“เราไม่เคยได้ข่าวเขาเลย แต่นั่นแหละ คือความหวังของย่า หวังว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ได้พบ...ลูกของหญิงกิรติ”
“หญิงอยากช่วยท่านย่าให้สมพระประสงค์เหลือเกิน” คุณหญิงประสงค์สมเข้าไปกอดแขนท่านย่าซบแก้มแนบ ถามท่านย่าขณะเดินออกจากห้องท่านหญิงว่า “ป่านนี้ ลูกของท่านอากิรติน่าจะอายุสักเท่าไหร่คะท่านย่า”
“ยี่สิบห้ายี่สิบหก โตกว่าหญิงหลายปี” คุณหญิงบอกว่าก็พอๆกับพี่ชาย “ใช่...พอๆกัน”
ooooooo
เมื่อวิศรุตหักหัวเรือเข้าใกล้ท่าน้ำริมสวน เห็นป้ายประกาศว่า “ที่ส่วนบุคคล ห้ามเข้า”
พาสโรชามาดูได้แค่ที่ท่าน้ำ วิศรุตรวบรัดว่า “เห็นแค่นี้น่าจะพอสำหรับคุณแล้ว อยากได้ก็รอหน่อย วันนี้พอแล้ว เอาไว้วันหน้า ผมมาเองใหม่อีกที”
ลึกเข้าไปในที่ดินริมน้ำ นายหมากเขม้นมองพึมพำ
ลึกเข้าไปในที่ดินริมน้ำ นายหมากเขม้นมองพึมพำ
“ทิ้งร้างอยู่ตั้งเป็นสิบๆปี อยู่ๆเกิดจะมีคนอยากเข้ามาพร้อมๆกันทั้งทางบก ทางน้ำ”
ooooooo
ระหว่างเดินออกจากห้องของอาหญิง คุณหญิงประสงค์สมเอ่ยอย่างซาบซึ้งใจว่า
“แทนที่ท่านย่าจะได้อยู่กับหลานที่แท้จริง กลับต้องมาทรงรับอุปการะเด็กกำพร้าอย่างหญิงกับพี่ชาย”
“พูดอะไรอย่างนั้น มันเป็นโชคชะตาต่างหากที่เราจะได้มาเกื้อกูลกัน”
“ท่านย่าเป็นฝ่ายประทานพระเมตตาเกื้อกูลเราสองคนมากกว่านะเพคะ เป็นภาระ”
“ถ้าย่าคิดว่าเป็นภาระ ย่าก็คงไม่รับเจ้าสองคนไว้...ส่วนเรื่องหญิงกิรติน่ะ...” คุณหญิงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่าท่านย่าคงไม่สบายพระทัยที่ตนมาชวนคุยเรื่องเก่า ๆ “ไม่หรอก...ย่าแค่คิดถึงหญิงกิรติมากขึ้นในช่วงนี้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คิดแง่ดี ย่าอาจจะหลอกตัวเองได้นะว่า น่าจะได้เจอหลานก่อนที่จะตาย”
“ท่านย่า!!”
“ไปทำอะไรก็ไปเถอะ เดี๋ยวย่าจะลงสวนเสียหน่อย จะไปดูกล้วยไม้พอเพลินๆ”
พอคุณหญิงแยกไป ก็เห็นพี่ชายออกจากที่กำบัง เมื่อเห็นท่านย่าลับตาไปแล้ว พิริยพงษ์ถามน้องสาวอย่างคาดคั้น
“ท่านย่าเป็นอะไร ได้ยินว่าจะเจอหลาน...หลานที่ไหน?”
เมื่อพากันไปถึงครัววัง พิริยพงษ์ก็ไล่อัศดงออกจากครัว แล้วคาดคั้นถามน้องสาวต่อ
“เกิดอะไรขึ้นมา ท่านย่าถึงถามหาหลานพลัดถิ่น ท่านอาหญิงก็สิ้นที่เมืองนอกโน่น ป่านนี้ลูกเขาก็คงทำมาหากินเป็นฝรั่งไปแล้ว ใครเขาจะกลับมา...ไปไล่แม่เขาน่ะ”
คุณหญิงถามว่าพี่ชายไปฟังจากไหนมาว่าท่านย่าไล่
“ท่านปู่ก็ไล่เหมือนกันแหละ จำไม่ได้เหรอ ตอนเด็กๆ ท่านปู่ดุอย่างกับยักษ์ เฆี่ยนบ่าวทีหลังแทบขาด”
คุณหญิงบอกว่าอยากให้ท่านปู่ทรงมีพระชนม์อยู่จะได้เฆี่ยนพี่ชายบ้าง
“เอ๊ะ...น้องหญิง นี่ยังโกรธเรื่องที่พี่เข้าไปในห้องอยู่ล่ะสิ น่า...พี่ไม่ได้เอาอะไรไปซะหน่อย แต่อย่าไปฟ้องท่านย่านะ”
“ไม่ทูลฟ้องหรอกค่ะ แค่นี้ท่านย่าก็มีเรื่องดุพี่ชายได้มากพอแล้ว ทั้งใช้เงินเปลือง ทั้งไม่ค่อยกลับวัง... คอยดูเถอะ ถ้าหลานชายอีกคนของท่านย่ามีตัวตนขึ้นมา พี่ชายจะเป็นหมาหัวเน่า ความประพฤติไม่เข้าพระเนตรเลย”
พูดแล้วคุณหญิงเดินหนีออกไป ในขณะที่คุณชายพิริยพงษ์ คำรามเครียด
“ไม่มีทาง ใครมันจะมาเบียดเบียนมรดกของเราไม่ได้เด็ดขาด!”
ooooooo
แล้วสโรชาก็หงุดหงิดโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุ เมื่อวิศรุตได้รับโทรศัพท์ขณะอยู่ในห้องทำงานเธอ
“ครับคุณหญิง...” เขาหันบอกสโรชาขอเวลาสักครู่
วิศรุตได้รับโทรศัพท์จากคุณหญิง เขาถือโทรศัพท์เดินคุยผ่านน้ำมนต์ “คุณหญิงมีอะไรครับ...เย็นนี้เหรอครับ...ว่างครับ”
เมื่อวิศรุตไปถึงวังเทวาสถิตย์ ที่โต๊ะอาหาร มีอาหารวางเรียงรายอย่างสวยงาม เป็นฝีมือการเอาดอกไม้มาทำอาหาร
“หญิงเขาเรียนทำอาหารมาแต่เล็กแต่น้อย ก็เลยลองวิชาออกมาเต็มโต๊ะแบบนี้” พระองค์หญิงเอ่ย วิศรุตชมว่าสวยจนไม่เหมือนอาหารเลย “อยากได้คำชมจากคนนอกนี่แหละ ถึงได้ให้หญิงเขาเชิญคุณมารับประทานด้วย”
ระหว่างที่วิศรุตชื่นชมกับอาหารชาววังที่สวยงามนั้น คุณชายพิริยพงษ์ก็คอยขัดคอค่อนขอดอย่างหมั่นไส้ไปเสียเกือบทุกเรื่อง จนพระองค์หญิงเสนอให้รับประทานอาหารกัน เดี๋ยวใครไม่ปลื้มก็ออกไปใช้ชีวิตราตรีนอกวัง ถึงตอนนั้นเราค่อยคุยกันในเรื่องที่เราเพลิดเพลินเหมือนๆกัน
ooooooo
ที่โฮมสเตย์ จอห์นนี่กับริชาร์ด วิพากษ์วิจารณ์สโรชาว่ารู้สึกหน้าคุ้นๆ แต่คุยไปคุยมาก็หายสงสัย เพราะสมัยนี้เห็นคนไปทำหน้ามาก็คล้ายๆกันหมด สโรชาไม่ได้สนใจ เอาแต่นั่งถอนใจเฮือกๆ
“ถอนใจอะไรแม่พลับพลึง ให้ออกไปเปิดหูเปิดตาหน่อย กลับมานั่งเงียบเป็นใบ้ ถ่านหมดเหรอ นี่...พรุ่งนี้อย่าออกไปไหนนะ” สโรชาถามว่าทำไม แขกก็ไม่มี “ซักผ้าย่ะ หมักไว้เต็มสามสี่ตะกร้า ผ้าปูที่นอนอีกนะ ทุกเตียงรื้อมาซักให้หมด”
“งั้นเราช่วยกันซักแต่เช้ามืดเลยนะ จะได้ทันแดด”
“เราอะไร หล่อนทำคนเดียวไปก่อน ฉันจะไปธุระ” ธาราทำเสียงขุ่นแล้วลุกไปเลย
ooooooo
พิริยพงษ์แอบดูพระองค์หญิงและคุณหญิงไปส่งวิศรุตก็พึมพำอย่างหมั่นไส้ว่า
“นี่โปรดไอ้หมอนี่ถึงกับดำเนินออกไปส่งเชียวนะ”
พระองค์หญิงทรงรับสั่งว่า “ว่างก็มาอีกนะ พ่อวิศรุต”
“มาทุกวันก็ดีค่ะ ท่านย่าแช่มชื่น พระพักตร์แจ่มใส มีคนถูกพระทัยมาร่วมโต๊ะเสวย” คุณหญิงเอ่ยยิ้มแย้ม
ขณะนั้นนายสายัณห์วิ่งมารายงานว่ามีพวกนายหน้ามาตั้งแต่เช้าสี่ห้ารายแล้วแต่ตนได้ไล่ไปตามคำสั่งแล้ว
พระองค์หญิงชมว่าดี ถอนพระทัยแล้วบ่นว่าแปลกดี ยิ่งไม่อยากขายยิ่งอยากซื้อ คุณหญิงบอกว่าบางคนก็มาทุกวันหวังว่าจะพระทัยอ่อน
“แบบนี้ถ้าผมมาทุกวัน พระองค์หญิงคงทรงรำคาญเหมือนกัน” วิศรุตออกตัวกับคุณหญิง
“รำคาญเฉพาะพวกที่มาตื๊อซื้อที่ดินเท่านั้นแหละ มาคุยกันอย่างลูกอย่างหลานน่ะไม่เป็นไร มานะ มาอีก”
วิศรุตหน้าเจื่อนไปเล็กน้อยเพราะตัวเองก็จะมาซื้อที่ดินเหมือนกัน ส่วนพิริยพงษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังพึมพำเบาๆ
“ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมสิน่ะ ขายๆไปก็ได้เงิน”
ooooooo
วิศรุตกลับถึงโฮมสเตย์ เห็นสโรชากำลังซักผ้าอยู่ถามว่าทำไมซักกลางคืน กลางวันทำไมไม่ซัก
สโรชาสะดุ้งเมื่อรู้ว่าเป็นวิศรุต ตอบอึกอักว่าก็อยากซักตอนนี้ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามว่า “คุณวิศรุตหิวหรือยังคะ พลับพลึงจะไปจัดอาหารเย็นให้”
“ฉันทานมาแล้วจากวังเทวาสถิตย์” สโรชานึกได้เม้มปากอย่างขัดใจ “ดีจริง ฉันชอบให้เธอแทนชื่อตัวเองว่าพลับพลึง มากกว่าฉันอย่างนั้น ฉันอย่างนี้...เป็นอะไร ทำท่าอย่างกับโมโหอะไรฉัน”
สโรชาบอกว่าเปล่า ถามว่าทำงานหลายอย่างจนค่ำเหนื่อยไหม
“ไม่เหนื่อยหรอก ทำงานกี่อย่างก็เหมือนกันแหละ ถ้าเรารู้เป้าหมายเราก็หาวิธีไปสู่เป้าหมาย จะเสร็จช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ความยากง่าย” เมื่อถามสโรชาว่าจะเสร็จกี่ทุ่ม สโรชาบอกว่าเที่ยงคืนก็ตากได้ เขาบอกว่า “งั้นเสร็จแล้วค่อยคุยกัน ฉันมาช่วยตากเป็นเพื่อน”
พูดแล้ววิศรุตลุกไป สโรชาอ้าปากค้าง ทึ่ง นึกในใจ “โห...จะมาอยู่ดึกเป็นเพื่อน?”
ขณะเดินผ่านมุมบ้าน วิศรุตได้ยินธาราคุยโทรศัพท์ว่าตนไม่ได้มีรายได้มาก ช่วงนี้ไม่ค่อยมีแขก ตั้งอกตั้งใจเรียนให้ดี ไม่ใช่เอาแต่ใช้เงิน...
วิศรุตเข้าไปทักว่านึกว่าหลับแล้ว ธาราบอกว่าคุยกับน้องเตือนน้องให้ตั้งใจเรียน วิศรุตบอกว่าไม่มีก็ดีแล้ว ถ้ามีก็บอกกันได้ บอกว่าตนจะไปอาบน้ำแล้วเหนียวตัว ธารามองตามยิ้มอย่างขอบคุณ
ooooooo
อาบน้ำเสร็จลงมาช่วยตากผ้า คุยกันถึงงานซื้อที่ วิศรุตว่างานนี้คงยากต้องใช้เวลา ตอนนี้ตนรู้แล้วว่าพระองค์หญิงไม่โปรดจะขายที่แน่ๆ แต่เมื่อตนรับปากคุณพิสิฐไว้แล้วก็จะต้องทำให้ได้
“ไม่ใช่เพราะอยากเข้าวังบ่อยๆใช่ไหมคะ”
“อยาก ฉันอยากเข้าวังนั้นมากขึ้นกว่าที่เคย เมื่อก่อนไม่ค่อยอยากเข้า แต่ตอนนี้...มันเหมือนมีอะไรดึงดูด”
สโรชาแอบบ่นหลังราวตากผ้าว่า ฮึ! เหมือนอะไรดึงดูด แล้วเลียบเคียงว่า “แบบนี้ก็ต้องเข้าเฝ้าเช้าเย็น”
“ก็คงต้องอย่างนั้นล่ะ พลับพลึง เอาใจช่วยฉัน หน่อยนะ”
คืนนี้สโรชาซักได้แต่เสื้อผ้า รุ่งขึ้นจึงเอาผ้าปูที่นอนให้น้ำมนต์เอาไปซักที่โรงแรม
วันนี้สโรชาผ่านห้องวิศรุตได้ยินเขาโทรศัพท์ว่าส่งอีเมลให้ท่านแล้วแต่เผื่อท่านอยากอ่านจากกระดาษ ให้เรียนท่านว่าเย็นนี้จะออกไปยังเทวาสถิตย์
สโรชามีงานด่วนให้วิศรุตทำทันที อ้างว่าต้องใช้ด่วน เขาจึงต้องทำจนดึก ส่งข้อความให้คุณหญิงกราบประทานอภัยด้วย คุณหญิงเรียนท่านย่าในตอนเช้า
ขณะนั้นเอง คุณชายพิริยพงษ์เข้ามาเสนอจะไปถ่ายรูปที่ดินให้ท่านย่าดูจะได้รู้ว่าใครไปทำอะไรในที่ดินบ้างแล้ว
พอดีวิศรุตมา คุณหญิงจึงเสนอให้ท่านย่าไปด้วยจะได้เปลี่ยนบรรยากาศการคุยกัน คุณชายบอกว่าเกี่ยวอะไรกับคนนอกด้วย นอกเสียจากว่าคิดจะซื้อ วิศรุตบอกว่าตนคงไม่บังอาจซื้อ แล้วหันไปทางพระองค์หญิง “แต่ขอประทานกราบทูลโดยสัจจริงว่ามีคนที่กระหม่อมรู้จักเขาอยากได้”
คุณชายพิริยพงษ์ได้ทีว่าที่แท้เขาก็เป็นนายหน้า แล้วมาคุยอวดว่าทำโฮมสเตย์ วิศรุตโต้ว่าตนไม่เคยคุยอวด
“เอาเถอะ พ่อวิศรุต ชายพิริยพงษ์ อย่าเถียงกันเลย ย่าตัดสินเองว่าชายอยากไปถ่ายรูปที่ดินมาให้ย่าดู ย่าก็จะเขียนจดหมายไปบอกคนเฝ้าให้เขาเปิดประตูรั้วให้ ส่วนคุณวิศรุตเราต้องไปคุยกันก่อน”
ooooooo
พระองค์หญิงถามวิศรุตว่าใครคือคนที่อยากได้ที่ดินผืนนี้ วิศรุตบอกว่าคุณพิสิฐ สุนทรเกษม นักธุรกิจเจ้าของโรงแรมใหญ่เขาอยากพัฒนาที่ดินเป็นศูนย์การเรียนรู้
พระองค์หญิงถามว่าเขาเป็นคนดีหรือเปล่า วิศรุตบอกว่าเท่าที่ดูก็ไม่เห็นอะไรไม่ดีเพียงแต่ตามใจลูกสาวมากไปหน่อยเท่านั้น พระองค์หญิงอนุญาตให้ไปดูที่พร้อมชายพิริยพงษ์ แต่ว่าต่อไปถ้ามีอะไรอย่าปิดตน
ไม่ว่าเธอจะเข้ามาวังนี้ในฐานะอะไร ขอให้มาอย่างจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝง
สโรชามีเรื่องอีกจนได้ บอกว่าไม่ชอบงานที่ส่งให้เลยให้มาแก้ พอรู้ว่าเขามาดูที่ดินก็จะไปด้วย เรียกน้ำมนต์กลับไปที่โฮมสเตย์ให้ริชาร์ดขับเรือไป ริชาร์ดไม่รู้ทางก็บอกทางให้เพราะเคยมากับวิศรุตแล้ว
เมื่อพระองค์หญิงอนุญาตให้ไป คุณชายพิริยพงษ์บอกให้คุณหญิงรอก่อนขอไปรับวินิตาไปด้วย พระองค์หญิงจึงให้อัสดงไปเป็นเพื่อนคุณหญิงด้วย
เมื่อไปถึง นายหมากดูหนังสืออนุญาตจากพระองค์หญิงแล้วมองหน้าวิศรุต เชิญคุณหญิงคุณชายไปดูที่ วิศรุตบอกว่าตนไม่ใช่คุณชาย ชี้ไปทางพิริยพงษ์ว่าคนโน้น ทำให้คุณชายพิริยพงษ์ไม่พอใจนายหมากมาก ดังนั้นเมื่อขึ้นไปแล้ว คุณชายคงแนะนำตัวเองและคุณหญิงว่าเป็นหลานของพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์กับพระองค์หญิงวิสุทธิโสภี
นายหมากคิดว่าเป็นพระองค์หญิงกิรติโสภณ เมื่อคุณหญิงบอกว่าไม่ใช่ นายหมากก็ว่างั้นก็ไม่ใช่หลานแท้ๆ บอกว่าตนยังฝันถึงท่านหญิงบ่อยๆว่าลูกของท่านหญิงเป็นผู้ชาย คุณหญิงบอกว่าท่านย่าก็ฝันเช่นนั้น
“เพ้อเจ้อ อยู่สวนเงียบวังเวงเลยฝันเพ้อเจ้อ นี่ท่านย่าจะขายที่ดินผืนนี้แล้วรู้ไหม เตรียมอพยพเถอะ แต่ถ้าจะเข้าไปอยู่ในวังก็ได้นะ จะให้ทำสวนขุดดินไป”
คุณชายข่มนายหมากแล้วหันยิ้มเยาะกับวินิตา แต่พอหันมาอีกที ทั้งนายหมากและทุกคนก็หายไปหมดแล้ว
ooooooo
นายหมากดูแลรักษาทุกอย่างสมัยที่หม่อมเจ้าหญิง กิรติโสภณอยู่ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าเป็นเรือนนั่งเล่นหรือชิงช้า
วินิตาดูแล้วกะการณ์จะรื้อสร้างใหม่หมด ดอกไม้ก็จะทำเป็นไร่ทิวลิป วิศรุตติงว่าเมืองไทยปลูกทิวลิปได้แต่ต้องปลูกในโรงเรือนปรับอุณหภูมิปลูกเป็นสิบไร่ยังไม่ได้หรอก
พอดีคุณหญิงไปที่ท่าน้ำตกใจเจอตุ๊กแกตัวใหญ่ นายหมากบอกว่าเพราะไม่อยากให้คนมาขึ้นที่ท่าน้ำเลยปล่อยให้มันไว้อย่างนั้น ใครขึ้นมาก็จะได้ตกน้ำตกท่ากันไป
วิศรุตนึกได้ว่าถ้าวันนั้นตนขึ้นก็มีหวังตกน้ำเหมือนกัน นายหมากบอกว่าวันนั้นตนเห็นเลยไปซ่อมแล้ว
สโรชามาถึงพอดี เธอจำท่าน้ำได้ บอกริชาร์ดให้ส่งแล้วกลับไปเลย น้ำมนต์ติงว่าแน่ใจหรือ แล้วจะกลับยังไง เผื่อรถเขาเต็ม
“ไม่เต็มหรอก เต็มก็เบียดไป” สโรชาเดินขึ้นไปอย่างไม่ลังเล น้ำมนต์บ่นอุบอิบว่า ไม่รู้จะมาทำไม...
คุณชายพิริยพงษ์ได้ทีว่าที่แท้เขาก็เป็นนายหน้า แล้วมาคุยอวดว่าทำโฮมสเตย์ วิศรุตโต้ว่าตนไม่เคยคุยอวด
“เอาเถอะ พ่อวิศรุต ชายพิริยพงษ์ อย่าเถียงกันเลย ย่าตัดสินเองว่าชายอยากไปถ่ายรูปที่ดินมาให้ย่าดู ย่าก็จะเขียนจดหมายไปบอกคนเฝ้าให้เขาเปิดประตูรั้วให้ ส่วนคุณวิศรุตเราต้องไปคุยกันก่อน”
ooooooo
พระองค์หญิงถามวิศรุตว่าใครคือคนที่อยากได้ที่ดินผืนนี้ วิศรุตบอกว่าคุณพิสิฐ สุนทรเกษม นักธุรกิจเจ้าของโรงแรมใหญ่เขาอยากพัฒนาที่ดินเป็นศูนย์การเรียนรู้
พระองค์หญิงถามว่าเขาเป็นคนดีหรือเปล่า วิศรุตบอกว่าเท่าที่ดูก็ไม่เห็นอะไรไม่ดีเพียงแต่ตามใจลูกสาวมากไปหน่อยเท่านั้น พระองค์หญิงอนุญาตให้ไปดูที่พร้อมชายพิริยพงษ์ แต่ว่าต่อไปถ้ามีอะไรอย่าปิดตน
ไม่ว่าเธอจะเข้ามาวังนี้ในฐานะอะไร ขอให้มาอย่างจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝง
สโรชามีเรื่องอีกจนได้ บอกว่าไม่ชอบงานที่ส่งให้เลยให้มาแก้ พอรู้ว่าเขามาดูที่ดินก็จะไปด้วย เรียกน้ำมนต์กลับไปที่โฮมสเตย์ให้ริชาร์ดขับเรือไป ริชาร์ดไม่รู้ทางก็บอกทางให้เพราะเคยมากับวิศรุตแล้ว
เมื่อพระองค์หญิงอนุญาตให้ไป คุณชายพิริยพงษ์บอกให้คุณหญิงรอก่อนขอไปรับวินิตาไปด้วย พระองค์หญิงจึงให้อัสดงไปเป็นเพื่อนคุณหญิงด้วย
เมื่อไปถึง นายหมากดูหนังสืออนุญาตจากพระองค์หญิงแล้วมองหน้าวิศรุต เชิญคุณหญิงคุณชายไปดูที่ วิศรุตบอกว่าตนไม่ใช่คุณชาย ชี้ไปทางพิริยพงษ์ว่าคนโน้น ทำให้คุณชายพิริยพงษ์ไม่พอใจนายหมากมาก ดังนั้นเมื่อขึ้นไปแล้ว คุณชายคงแนะนำตัวเองและคุณหญิงว่าเป็นหลานของพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์กับพระองค์หญิงวิสุทธิโสภี
นายหมากคิดว่าเป็นพระองค์หญิงกิรติโสภณ เมื่อคุณหญิงบอกว่าไม่ใช่ นายหมากก็ว่างั้นก็ไม่ใช่หลานแท้ๆ บอกว่าตนยังฝันถึงท่านหญิงบ่อยๆว่าลูกของท่านหญิงเป็นผู้ชาย คุณหญิงบอกว่าท่านย่าก็ฝันเช่นนั้น
“เพ้อเจ้อ อยู่สวนเงียบวังเวงเลยฝันเพ้อเจ้อ นี่ท่านย่าจะขายที่ดินผืนนี้แล้วรู้ไหม เตรียมอพยพเถอะ แต่ถ้าจะเข้าไปอยู่ในวังก็ได้นะ จะให้ทำสวนขุดดินไป”
คุณชายข่มนายหมากแล้วหันยิ้มเยาะกับวินิตา แต่พอหันมาอีกที ทั้งนายหมากและทุกคนก็หายไปหมดแล้ว
ooooooo
นายหมากดูแลรักษาทุกอย่างสมัยที่หม่อมเจ้าหญิง กิรติโสภณอยู่ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าเป็นเรือนนั่งเล่นหรือชิงช้า
วินิตาดูแล้วกะการณ์จะรื้อสร้างใหม่หมด ดอกไม้ก็จะทำเป็นไร่ทิวลิป วิศรุตติงว่าเมืองไทยปลูกทิวลิปได้แต่ต้องปลูกในโรงเรือนปรับอุณหภูมิปลูกเป็นสิบไร่ยังไม่ได้หรอก
พอดีคุณหญิงไปที่ท่าน้ำตกใจเจอตุ๊กแกตัวใหญ่ นายหมากบอกว่าเพราะไม่อยากให้คนมาขึ้นที่ท่าน้ำเลยปล่อยให้มันไว้อย่างนั้น ใครขึ้นมาก็จะได้ตกน้ำตกท่ากันไป
วิศรุตนึกได้ว่าถ้าวันนั้นตนขึ้นก็มีหวังตกน้ำเหมือนกัน นายหมากบอกว่าวันนั้นตนเห็นเลยไปซ่อมแล้ว
สโรชามาถึงพอดี เธอจำท่าน้ำได้ บอกริชาร์ดให้ส่งแล้วกลับไปเลย น้ำมนต์ติงว่าแน่ใจหรือ แล้วจะกลับยังไง เผื่อรถเขาเต็ม
“ไม่เต็มหรอก เต็มก็เบียดไป” สโรชาเดินขึ้นไปอย่างไม่ลังเล น้ำมนต์บ่นอุบอิบว่า ไม่รู้จะมาทำไม...

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น