วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 3

อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 3

พิริยพงษ์บอกหญิงประสงค์สมว่า“พี่จะทำให้ดู” ไม่นานก็ทำให้ดูด้วยการมาดักพบหญิงประสงค์สมขณะกลับจากไปเรียนภาษาอังกฤษ
หญิงประสงค์สมรู้ว่าพี่ชายต้องการอะไร บอกว่านี่ยังไม่ถึงครึ่งเดือนเลยถามว่าต้องการใช้เท่าไร พิริยพงษ์บอกว่าสองพัน แล้วจุ๊ปากให้เบาๆ กลัวลูกน้องท่านย่าได้ยิน เดี๋ยวจะโดนเทศน์สิบสามกัณฑ์
“อย่าบอกนะว่าเอาไปเล่นพนัน” หญิงประสงค์สมดักคอ พิริยพงษ์บอกว่าจะเอาไปซื้อของกำนัลสาว คนนี้รักจริงหวังแต่ง เป็นลูกสาวนายพล “ยังไงหญิงก็ต้องให้ยืมใช่ไหมคะ พี่ชายอย่าเล่ายาวเลยคอยสักครู่นะคะหญิงไปดูในกำปั่นว่ามีพอไหม”
หญิงประสงค์สมผละไป พิริยพงษ์ยืนรอ เห็นทิวากับราตรีเดินประคองกันมาจึงเลี่ยงหนีไปอีกทาง
ooooooo
อยู่ที่โฮมสเตย์ไม่นาน สโรชาเห็นวิศรุตไปนั่งที่มุมหนึ่งของบ้านแต่เช้า ถามว่าทำไมเขาจึงมานั่งตรงนี้แต่เช้า
“ฉันชอบมานั่งเล่นตรงนี้ช่วงเช้ามืด เดี๋ยวอีกแป๊บนึง พระอาทิตย์จะค่อยๆสาดแสงมา นกจะร้องจิ๊บๆ อยู่ข้างสวน เสียงดังเข้ามา ได้ยินไหม...นั่น...” สโรชาพึมพำว่าเขาตื่นก่อนนกอีก “ตั้งแต่เด็ก ฉันอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสังเกตสิ่งรอบตัว มีนกในสวนเป็นเพื่อนเล่น ก็เลยติดนิสัยมาจนโต”
“คุณเป็นลูกคนเดียวเหรอคะ”
“คนเดียว ต้องเรียกว่าลูกกำพร้า กำพร้าพ่อตั้งแต่เกิด กำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก”
“แม่พลับพลึงก็เสียตั้งแต่พลับพลึงยังตัวเล็กๆค่ะ พ่อก็ตั้งความหวังไว้กับพลับพลึง เพราะเป็นลูกคนเดียวนี่แหละ เฮ้อ...” สโรชารำพึงอย่างมีอารมณ์ร่วม ทำให้วิศรุตนึกได้ว่าเธอควรจะมีเงินเดือนจะได้ส่งไปให้พ่อเธอบ้าง สโรชาถามว่าจะดีหรือ วิศรุตบอกว่าตนมีให้เธอไม่เยอะได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ ไว้รวยแล้วจะขึ้นให้
สโรชาคิดแล้วเดือนหนึ่งได้เก้าพัน เธอตาโตอุทาน “เก้าพันบาท!!” วิศรุตบอกว่าตนให้ได้แค่นี้แหละชี้ให้ดูบอกว่าแดดส่องแล้ว สโรชาแอบมอง เห็นเขาสูดลมหายใจยาวอย่างสดชื่น...
เย็นนี้หลังจากส่งแขกเข้านอนแล้ว วิศรุตเข้าครัวจะไปล้างจาน สโรชาบอกว่าเป็นหน้าที่ตน เดี๋ยวตนล้างเอง ระหว่างนั้น สโรชาเห็นแหวนลงยาขนาดใหญ่สวยงามที่นิ้วเขา ชมว่าแหวนสวยจัง คงแพงแน่ๆ เขาบอกว่าของเก่าไม่รู้ราคา
“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ฉันได้รู้ว่าบางทีเงินก็ซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แหวนสวยๆของคุณก็คงเหมือนกัน”
ทั้งสองยืนมองแหวนวงเดียวกันนิ่ง สุทิศกับประพันธ์แอบดูอยู่ สุทิศบอกประพันธ์ว่าแบบนี้เขาแห้วแน่
สโรชาเข้ามาในห้อง หยุดมองคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะ วิศรุตเดินมาถามว่าใช้เป็นไหม สโรชาถามว่าใช้เล่นอินเตอร์เน็ตได้ไหม เขาบอกว่าได้ แต่ใช้เพื่อการศึกษาข่าวหรือหาตำราเรียนภาษาอังกฤษห้ามใครมาใช้คุยเล่นกับคนแปลกหน้า สโรชามองคอมพ์อย่างหมายมั่น ถามว่าพรุ่งนี้เขาไปไหนหรือเปล่าจะได้เตรียมอาหารเช้าถูก
“พรุ่งนี้อยู่บ้านจนสาย ส่งฝรั่งกลับแล้วถึงจะออก บ่ายๆ ฉันมีนัดกับเจ้าของโรงแรมใหญ่ สรุปแผนธุรกิจร่วมกันนิดหน่อย” สโรชาถามว่าใครหรือ พอวิศรุตบอกว่า ชื่อพิสิฐ สุนทรเกษม ถามว่ารู้จักเหรอ สโรชาสะดุ้งบอกว่าชื่อคุ้นมาก “ได้ข่าวว่ามีลูกสาวสวยนะ อยู่เมืองนอกกำลังจะกลับมารับช่วงงานต่อ แต่ไม่กลับมาเสียที คงเก่งไม่พอพ่อก็เลยยังไม่กล้าวางมือ”
สโรชาว้าวุ่นทันทีบ่นงึมงำว่าทำไมต้องนัดพรุ่งนี้
แล้วคืนนี้เธอก็โทร.เรียกน้ำมนต์มารับพาไปหาพ่อที่บ้าน ก่อนไปก็ โทร.เช็กแล้วว่าลัดดาไปถือศีลที่วัดไม่อยู่บ้านจึงไปอย่างมั่นใจ
ooooooo
สโรชาไปถึงบ้านในคราบของพลับพลึงคนงานที่โฮมสเตย์ ทำเอาพิสิฐรับไม่ได้ บ่นว่าถูกธรรมชาติลงโทษมาล่ะสิ หัวหูเป็นกระเซิงมาเลย สโรชาทำเวลาเต็มที่ เร่งคุยเรื่องธุระกันเลย พูดอย่างรู้ทันว่าแผนธุรกิจของพ่อเป็นแค่เรื่องจอมปลอมเพื่อเรียกตนกลับมาใช่ไหม ไม่เชื่อว่าที่ดินแบบที่พ่อว่าจะมี ถามว่าป๊าจะไปหาที่ไหน
พิสิฐเอาแผนที่มาให้ดู แต่เจ้าของเขายังไม่ยอมขาย สโรชาเชื่อว่าเขาต้องรวยมากใช่ไหม
“ต้องบอกว่าเขาหยิ่งมาก...เขาเป็นเจ้า วังเขาก็มีแล้ว ชื่อวังเทวาสถิตย์ ออกใหญ่โต ที่ตรงนี้ได้ข่าวว่าเขาเก็บไว้เฉยๆ” พูดแล้วตัดบทว่าเรื่องที่ดินพ่อจะจัดการเอง แต่เรื่องแผนธุรกิจพ่อจะให้เรามาวางจริงๆ
เมื่อพิสิฐยืนยันเจตนาของตน สโรชาจึงรับปากจะช่วย แต่ถามว่าที่นัดวิศรุตมาพรุ่งนี้เพราะรู้ว่าตนอยู่กับเขาป๊าจะแกล้งให้ตนมาจ๊ะกับเขาใช่ไหม พิสิฐบอกว่าพอรู้จากน้ำมนต์ว่าเธอทำงานอยู่กับวิศรุตจึงอยากเจอเขาบ่อยๆ เผื่อจะช่วยดูอุปนิสัยใจคอเขาด้วย สโรชามองเพื่อนขวับ แล้วทั้งอ้อนทั้งดักคอพิสิฐ ในที่สุดก็รวบรัดตัดบทชวนน้ำมนต์กลับ
“ไปเหอะน้ำมนต์ ได้ข้อมูลแล้ว สบายใจ เป็นอันว่าพรุ่งนี้ลูกไม่เข้าไปบริษัทนะคะป๊า” ยกมือไหว้หอมแก้มป๊าฟอดใหญ่แล้วจูงมือน้ำมนต์กลับไปเลย
ooooooo
กลับถึงโฮมสเตย์ ธาราถามว่าไปไหนมา สโรชาอึกอัก ปดว่าตนลงมาหาน้ำกินได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าบ้านเลยออกไปดูเกรงจะเป็นพวกขโมย
เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อธาราเสนอให้ติดกล้องวงจรปิด วิศรุตติงว่าหลายตังค์นะ ประพันธ์ก็โวยธาราว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ก็แค่กิ่งไม้หักเท่านั้นเอง วิศรุตเลยเตือนสโรชาว่าทีหลังอย่าทำอย่างนั้นอีก ถามว่าไม่กลัวหรือ
ธารายังอยากให้ติดกล้องวงจรปิด สโรชาสะดุ้งเพราะถ้าติดกล้องจริงตนจะยุ่งยากขึ้น รีบเสนอว่าให้ซื้อหลอดไฟมาติดให้สว่างขึ้น แค่นี้ก็ช่วยให้หายกังวลได้แล้ว สุทิศพยักหน้าเห็นด้วย ประพันธ์กลัวเสียคะแนนรีบพยักหน้าเอาใจ
สโรชายิ้มโล่งอกที่ปิดประเด็นได้ วิศรุตมองหน้าเธอดุๆที่ทำให้เป็นปัญหาตึงเครียดขึ้นมา
เมื่อพากันมาส่งฝรั่งสามีภรรยาที่จะเดินทางกลับ ไหว้ลากันแล้ว วิศรุตเอ่ยขึ้นว่า
“ฝากความคิดถึงแนนซี่ด้วยนะ” สโรชาหูผึ่งสงสัยว่าแนนซี่เป็นแฟนที่อยู่เมืองนอกของวิศรุตแน่ๆ
ส่งแขกแล้ว มือถือวิศรุตดังขึ้น เขารับสายทำหน้าฉงน
“เลื่อนนัด? ท่านไม่ว่างแล้วเหรอครับ ไม่เป็นไรครับ สวัสดีครับ” พอวางสายเขาเปรยๆ “ยกเลิกนัดก็ดีเหมือนกัน” แล้วเดินแยกไป
เมื่อไปเจอกันที่เรือนผัก สโรชาดูเขาปลูกผักไร้ดินอย่างทะมัดทะแมง มองเพลิน ชมว่าง่ายดีเนอะ แต่ซื้อเอาง่ายกว่า
“พูดเหมือนเศรษฐี จำไว้นะว่ามีเงินก็ไม่ใช่จะซื้อได้ทุกอย่าง” สโรชาถามว่าอะไรบ้างที่เงินซื้อไม่ได้ “การยอมรับนับถืออย่างจริงใจไงล่ะที่เงินซื้อไม่ได้”
สโรชาบอกว่าญาติพี่น้องก็เหมือนกันเงินซื้อไม่ได้ วิศรุตมองขวับถามว่าว่าตนหรือ สโรชารีบชี้แจงว่าหมายถึงตนเองต่างหาก ตนไม่มีพี่ไม่มีน้อง เหลือแต่พ่อ พ่ออายุมากแล้วอยู่คนเดียวที่บ้าน วิศรุตถามว่าอยากกลับบ้านไหมล่ะตนจะไปส่งที่ท่ารถ สโรชาบอกว่าอย่าดีกว่าไว้ตนพร้อมแล้วจะไปเอง แล้วรีบออกไปบอกว่ากลัวหัวหน้าดุ
พอออกจากเรือนผัก สโรชาหันมองไปที่ประตูทางเข้าที่วิศรุตยังอยู่ในนั้น พึมพำขำๆ
“หลอกซักประวัติกันเหรอ...ไม่มีทาง...ที่เล่านี่ ฉันไม่ได้โกหกสักคำนะคะ” แล้วเดินยิ้มกริ่มไป
ooooooo
วันนี้วิศรุตลงมือทำความสะอาดเรือเอง สโรชาถามว่าริชาร์ดกับจอห์นนี่ไปไหนไม่รู้ วิศรุตบอกว่าไปสอบ กศน.
สโรชาทำเสียงตื่นเต้นว่าดีจังเขาให้คนงานไปเรียนหนังสือด้วย
“ใครรักเรียนก็ปล่อยให้เรียน จะได้ก้าวหน้าไม่ต้องใช้แรงงานไปตลอดชีวิต” สโรชาติงว่าใช้แรงงานก็ดี เพราะค่าแรงแพง “แต่ค่าสมองแพงกว่า”
สโรชาบอกว่าถ้ามีแต่คนใช้สมองไม่มีคนใช้แรงงานก็ไม่ได้ วิศรุตถามว่าแล้วเธอเลือกอะไร จะใช้แรงงานไปตลอดชีวิตไหม
“แหม...มันก็อยู่ที่ใครเป็นนายจ้างค่ะ” สโรชาทำทะเล้นแพลมความในใจ วิศรุตมองขำๆ แล้วสตาร์ตเครื่องเรือ สโรชาชะเง้อมองพูดเสียงอ่อยอ้อนว่า
“เกิดมาฉันยังไม่เคยนั่งเรือในแม่น้ำแบบนี้เลยค่ะ” พอวิศรุตถามว่าจะไปด้วยกันไหมล่ะ สโรชายิ้มแป้นถามว่า “ไปไหนคะ”
วิศรุตไม่ตอบแต่ออกเรือไปเลย
ooooooo
วิศรุตขับเรือไปที่ท่าน้ำวัดริมคลอง ขึ้นไปแล้วส่งมือมารับสโรชา เธอจับมือเขาเขินๆ แต่แอบปลื้ม แล้วพากันเดินเข้าไปในวัด
วิศรุตเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถ สโรชาทำตามอย่างสังเกต รู้สึกเขาอธิษฐานจิตอยู่นาน
เมื่อวิศรุตพามาถึงสถูปเจดีย์เก็บอัฐิติดชื่อว่า “พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์” สโรชาถาม
“ใครคะ” วิศรุตบอกว่าคนที่ตนยืมนามสกุลเขามาใช้ “หมายความว่ายังไงคะ ขอยืม เขาให้หรือว่าเขาเป็นต้นตระกูลคุณวิศรุต”
“จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อฉันไม่รู้จักเขาเลย”
สโรชาเพ่งมองตัวหนังสือที่สลัก “ชาตะ ม.ค.2442 มรณะ พ.ย.2503” อย่างติดใจสงสัย ถามขณะเดินออกมาว่า เขาไม่รู้จักพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ แล้วขอยืมนามสกุลเขาใช้ได้อย่างไร ดูตัวเลข พ.ศ.ที่เขาตายมันน่าจะก่อนเขาเกิด
“เธอนี่ช่างสังเกตนะพลับพลึง ความจริงฉันแค่ยืมคำในชื่อของเขามาตั้งเป็นนามสกุลเท่านั้นเอง เมื่อก่อนฉันมีนามสกุลเป็นฝรั่งตามพ่อบุญธรรม พอย้ายมาอยู่เมืองไทยก็อยากมีนามสกุลไทย พอดีฉันมาไหว้พระที่วัดนี้เห็นว่าชื่อท่านเพราะดีก็เลยเอามาตั้งนามสกุล”
สโรชาถามว่าไม่รู้จักเลย ตั้งเองได้เลยหรือ “ได้สิ...ถ้าไม่ซ้ำใครจากมิสเตอร์วิศรุต มาร์เวล ก็เลยมาเป็นนายวิศรุต มรุพงษ์”
“โอ้โห...เก๋มากเลย วิศรุต มรุพงษ์ ใครได้ใช้นามสกุลนี้ก็คงเก๋ดีนะ” ว่าแล้วก็แอบพึมพำ “สโรชา มรุพงษ์ ฮื้อ...จะดีไหมหรือว่า พลับพลึง?”
“จริงสิ...พลับพลึง” วิศรุตเอ่ยขึ้น ทำเอาสโรชาสะดุ้งโหยง “เธอมาอยู่กับฉันตั้งนาน ฉันยังไม่รู้เลยว่าเธอนามสกุลอะไร”
สโรชาหาทางเอาตัวรอดบอกว่านามสกุลตนไม่เพราะเหมือนเขาหรอก แต่ก็ไม่อยากพูดโกหกในวัด มองฟ้ามองดินหาทางที่จะไม่ตอบ ก็พอดีวิศรุตพูดขึ้นว่า นามสกุลก็แค่คำสมมติไว้ให้คนเรียก ไม่ชอบก็เปลี่ยนได้เหมือนชื่อนั่นแหละ
สโรชาเลยลากออกไปนอกเรื่องว่าเหมือนเครื่อง ประดับ ที่ถอดวางแล้วเปลี่ยนใหม่ได้ แล้วมองที่นิ้วเขาทักว่า
“เออ...วันนี้คุณวิศรุตไม่เห็นสวมแหวนวงสวยๆนั่น”
วิศรุตบอกว่าเธอช่างสังเกตจัง ตนไม่ได้สวมตลอดเวลาหรอก ถอดบ้าง ใส่บ้าง พอดีมีเด็กสองคนกระเดียดกระจาดใส่ผักมา สโรชาเดินไปถามตื่นเต้น “อุ๊ย...นั่นอะไรคะน้อง...”
เด็กเดินเข้ามาถามว่าซื้อผักไหม สโรชาหยิบชะอมในกระจาดดมๆ ทำท่าอยากกิน มองหน้าวิศรุตอ้อนๆ เขาเลยช่วยหยิบชะอมในกระจาดให้
ooooooo
ธาราเห็นสโรชาหายไปก็บ่นว่ากดเครื่องซักผ้าแล้วไม่มารับผิดชอบต่อ พอดีสุทิศเดินเข้ามาถามว่าตอนนี้หน้าที่ซักผ้ากลายเป็นหน้าที่ของพลับพลึง แล้วหรือ ธาราสะบัดหน้าบอกว่าของแบบนี้ต้องช่วยกัน
สุทิศสาธยายว่า ตอนนี้เห็นพลับพลึงกวาดใบไม้ในสวน กวาดถูห้องพักแขก รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน ซักผ้าอีก ธาราทำเสียงงอนว่าทีเมื่อก่อนไม่เห็นมีใครสังเกตอย่างนี้เลย สุทิศบอกว่านั่นมันเมื่อก่อน ใครเขาจะสังเกต ธารายิ่งงอน ถามว่างานบ้านนี่มันเบาหรือ สุทิศเลยเสนอจะบอกให้วิศรุตหาคนอื่นมาแทน เผลอๆให้พลับพลึงเป็นหัวหน้าแม่บ้าน ส่วนธาราก็นั่งๆนอนๆไปดีไหม จะได้พักผ่อน
“เรื่องอะไร ฉันไม่ยอมให้ใครมายึดพื้นที่บ้านนี้ไปจากฉันหรอก” ธาราทำปากยื่นหน้าง้ำใส่ สุทิศเลย
สรุปว่างั้นก็ทำไป อย่าบ่น หน้าที่ใครหน้าที่มันโอเคไหม แล้วออกไปทำงานเลย
วิศรุตกับสโรชากลับมาพอดี วิศรุตกำชับว่าไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังเรื่องที่ตนไปทำอะไรที่วัด
“อ๋อ...ก็ได้ค่ะ พลับพลึงรู้ว่าบางทีคนเราก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว” วิศรุตสะดุดหูถามว่าเธอใช้คำว่าอะไรนะ พอสโรชาบอกว่า พื้นที่ส่วนตัว ถามว่าทำไมหรือ เขาถามว่าไปเอาคำนี้มาจากไหน “เอ่อ...ก็...จำมาจากหนังสือนิยายค่ะ ฉันไปทำงานบ้านนะ ขอบคุณนะคะที่พาไปเที่ยว” แล้วผละไปอย่างร่าเริง วิศรุตมองตามไปอย่างรู้สึกสบายใจกับท่าทางรื่นเริงสดใสนั้น
พอเข้าครัว ธาราถามทันทีว่าไปไหนมา ดักคอว่าอย่าบอกนะว่าคุณวิศรุตใช้ให้ไปซื้อชะอมที่ตลาด พอสโรชาเล่าให้ฟังก็ถูกดุว่าจะไปไหนทำไมไม่บอกกล่าวก่อน สโรชาบอกว่าคุณวิศรุตชวนกะทันหัน ธาราถามอีกว่าแล้วคุณวิศรุตไปทำอะไรที่วัด สโรชาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้บอกว่า “ไปทำนามั้ง” เห็นธาราทำท่าจะวีนก็ทำเสียงอ่อนว่า ไปวัดก็ไปไหว้พระสิ
สโรชาเห็นธาราอารมณ์เสียก็เอาใจบอกว่าเดี๋ยวจะหั่นชะอมชุบไข่ทอดกินกับแกงเผ็ดของธารา ถูกธาราดุว่าชะอมใครเขาจะหั่นต้องเด็ดเอา ดักคอว่าอย่าบอกนะว่าเด็ดไม่เป็น สโรชากลัวเสียฟอร์มบอกว่าเป็น แล้วเก้ๆกังๆ ไม่แน่ใจว่าจะเด็ดท่าไหนดี พอธาราทำชะอมทอดไข่เสร็จ บอกสโรชาว่าเดี๋ยวรอให้เย็นแล้วค่อยหั่น คราวนี้หั่นจริงๆไม่ใช่เด็ด
“ค่ะ... เชฟธารานี่เป็นครูสอนชีวิตฉันจริงๆเลย” สโรชาเอาใจยื่นหน้าไปหอมแก้มฟอดหนึ่ง ทำเอาธาราขนลุกซู่
ooooooo
ที่สถาบันสอนภาษา ม.ร.ว.ประสงค์สม กอดตำราเดินเข้ามาอย่างไม่มั่นใจนัก เจอวศิรุตเดินมาก็จะหลบเบี่ยงให้เขาแซงขึ้นไปก่อน แต่เขาไม่แซง เอ่ยเบาๆ
“เชิญครับ”
คุณหญิงประสงค์สมหันมอง พอสบตาก็ตื่นเต้น ประหม่า เขิน จนทำอะไรไม่ถูก วิศรุตจึงผายมือให้เข้าไปก่อน
เมื่อไปซื้อน้ำหวานก็ถูกคู่รักที่เดินหยอกกันมาชนจนน้ำหวานกระฉอกใส่เสื้อตัวเอง คุณหญิงตกใจที่เสื้อเปื้อน วิศรุตเข้ามาช่วยถือแก้วน้ำหวาน พลางส่งผ้าเช็ดหน้าให้เช็ดรอยเปื้อน
“แย่แล้ว...ผ้าเช็ดหน้าคุณเลอะหมดเลย” คุณหญิงอุทาน บอกว่า “แล้ว...ดิฉันจะซักมาคืนนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับผมยกให้...ผมจำได้ละ คุณมาเริ่มเรียนได้ไม่นานใช่ไหมครับ ผมวิศรุตครับ ผมไม่ได้มาบ่อยจะมาเฉพาะเวลาที่นี่เรียกตัว” คุณหญิงมองสมุดในมือเห็นเขียนหวัดๆ เป็นภาษาอังกฤษตัวย่อ W.M. วิศรุตบอกว่าชื่อกับนามสกุลของตน พอดีเห็นสายัณห์มาชะเง้อหาอยู่ วิศรุตบอกว่า
“ดูเหมือนจะมีคนมารอรับคุณ”
“ดิฉันประสงค์สมค่ะ เจอกันคราวหน้าดิฉันจะคืนผ้าคุณวิศรุตนะคะ”
คุณหญิงยิ้มเขินๆแล้วเดินไปขึ้นรถที่สายัณห์เปิดประตูรอรับอยู่ วิศรุตมองตามไปจนถึงรถ...
“สายัณห์...อย่าเพิ่งกลับวังเลย” คุณหญิงสั่ง สายัณห์สะดุ้งถามว่า คุณหญิงจะไปไหนครับ...
คุณหญิงประสงค์สมให้ไปห้างตรงไปที่แผนกเครื่องเย็บปักถักร้อย เลือกซื้อของที่ต้องการ ระหว่างนั้นเห็นพิริยพงษ์ประคองวินิตาแต่งตัวเก๋เดินผ่านมาคุยโวโอ้อวดความร่ำรวยของตนว่าเลี้ยงเธอได้ทั้งชีวิตเลย คุณหญิงได้ยินแล้วถอนใจยาว
กลับถึงวังเทวาสถิตย์ พิริยพงษ์เดินคุยโทรศัพท์กับวินิตาอารมณ์ดีว่า
“ไว้ผมจะไปรับคุณมาเฝ้าท่านย่า...โธ่...จะกลัวอะไร มีผมอยู่ข้างๆ ท่านไม่ดุหรอก ท่านรักผมอย่างกับอะไร...งั้นคืนนี้กู๊ดไนท์ครับ ฝันถึงผมด้วยนะไนท์คิสครับ”
คุยกับวินิตาแล้ว พิริยพงษ์ไปหาคุณหญิงประสงค์สมที่ห้อง คุณหญิงรีบเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ขึงสะดึงมุมผ้าปักอักษาตัว W. เก็บผ้าใส่กล่องมิดชิด พิริยพงษ์เข้ามาบอกว่า น้องทำตัวไม่ทันสมัยเอาเสียเลย ดูสิ ยังมานั่งปักสะดึงเป็นคนแก่อยู่ พิริยพงษ์บอกว่าเงินของเรามีมากมายซื้อเอาก็ได้ คุณหญิงบอกว่าเงินเหล่านั้นเป็นของท่านย่า
“แต่เมื่อไรที่ท่านสิ้น ทั้งหมดก็ต้องเป็นของเรา” คุณหญิงติงว่าเราควรจะใช้จ่ายอย่างประหยัดเพราะอนาคตมีอะไรไม่แน่นอน พิริยพงษ์ยุว่า เมื่อคิดถึงอนาคตเราก็ต้องดึงเงินอนาคตมาใช้เสียในปัจจุบัน ยุว่า
“หญิงต้องหัดคิดแบบพี่ มองโลกให้กว้างแบบพี่ อย่ามัวแต่พอใจสิ่งที่เป็นอยู่ วันนี้พี่ชายเห็นนะคะ ว่าน้องหญิงซื้อของอยู่ในห้าง” คุณหญิงถามว่าพี่ชายเห็นตนหรือ “พี่ไม่ได้เห็นเองหรอก วินิตาเขาชี้ให้ดู”
แต่ที่วินิตาชี้ให้ดูนั้นคือ ให้ดูว่าผู้หญิงคนนั้นสวยดีแต่แต่งตัวประหลาดอย่างกับหลุดมาจากวังวิกตอเรีย แต่พิริยพงษ์ไม่ทันได้เข้าไปทักทาย วินิตาก็ดึงเดินไปทางอื่นเสียก่อน
พิริยพงษ์ยังหว่านล้อมคุณหญิงว่าอยากได้คู่ครองดีเราก็ต้องทำตัวมีรสนิยม หว่านล้อมจนคุณหญิงบอกว่าอย่าแนะนำเรื่องไร้สาระกับหญิงเลย หญิงไม่ชอบ บ่นว่าง่วง พิริยพงษ์รู้ว่าถูกไล่ทางอ้อมจึงออกไป ก่อนออกจากห้องยังหันบอกว่า
“เชื่อพี่ชายเถอะ ไว้พี่จะแนะนำผู้ชายฐานะดีๆให้เราจะได้มีอนาคตดีด้วยกัน”
พอพิริยพงษ์ออกไปแล้ว คุณหญิงเอากล่องมาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ปักอักษรตัว W. อย่างงดงามออกมาดู
ooooooo
ประพันธ์ยังป้อขายขนมจีบให้สโรชาไม่หยุดหย่อน เอาของตัวอย่างที่ขายมาให้ชิ้นแล้วชิ้นเล่า คืนนี้ก็เอาไฟฉายมาให้สองกระบอก กระบอกเล็กกับกระบอกใหญ่
สโรชาบอกว่าเคยให้แล้ว ประพันธ์ก็ยัดเยียดให้บอกว่านี่ของใหม่ไม่ต้องใช้ถ่านแค่เสียบขาไว้กับปลั๊กพอจะใช้ก็หยิบออกมา บอกว่าอันใหญ่เอาไว้ใช้เป็นอาวุธ
ประพันธ์กรุ้มกริ่มอยู่นาน โดยหารู้ไม่ว่าวิศรุตยืนมองอยู่อีกมุมหนึ่ง
คืนนี้ฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงจนสโรชาที่นอนหลับตกใจร้องกรี๊ด วิศรุตเดินปิดหน้าต่างอยู่ได้ยินเสียงรีบมาเคาะประตูถามว่าเป็นอะไรไหม สโรชาถือไฟฉายกระบอกใหญ่ส่องใต้คางเดินมาเปิดประตู วิศรุตตกใจ ถามว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า
เมื่อสโรชาบอกว่าตนตกใจเฉยๆ เขาบอกว่าฝนตกไฟด้านนี้ดับ ตนจะนอนหน้าห้องเป็นเพื่อนเอาไหม สโรชาปลื้มแต่บอกว่าตนนอนได้ เธอให้กระบอกไฟฉายเขาไปใช้ วิศรุตเลือกเอากระบอกเล็ก
“ขอบใจ เข้าไปนอนเถอะ ฉันจะอยู่แถวนี้” เขายืนมองน้ำจากระเบียงทางเดิน คิดถึงวันแรกที่เจอสโรชาในกอพลับพลึงกับเธอในวันนี้แล้วยิ้มๆ เดินกลับไปทางห้องนอน
ความสดใสร่าเริงน่ารักของสโรชา นับวันก็ทำให้เขายิ้มได้มากขึ้นทุกวัน...
นับวันสโรชาก็สนุกและเพลิดเพลินกับชีวิตในโฮมสเตย์มากขึ้นจนอดที่จะโทรศัพท์คุยกับน้ำมนต์ไม่ได้ แต่ก็เล่าพอให้น้ำมนต์อยากรู้แล้วอุบไว้ ปล่อย
ให้เพื่อนอยากรู้อยู่อย่างนั้น วันนี้โทรศัพท์ไปคุยขณะกวาดพื้นอีกว่า
“สนุกดีว่ะ ตอนนี้ฉันเรียนรู้อะไรเยอะมาก...มากจริงๆ”
แต่พอน้ำมนต์ถามว่าเรื่องวิศรุตที่เล่าค้างไว้น่ะเมื่อไหร่จะเล่าต่อ สโรชาก็บอกว่า เอาไว้วันหลังเถอะ วันนี้งานเยอะ พูดแล้ววางสายเลย น้ำมนต์บ่นหน้ามุ่ย
“รายงานตัว...ยั่วให้อยากรู้ล่ะสิไม่ว่า ไอ้ลิลลี่สาวใช้ไฮโซเอ๊ย...”
ooooooo
คุณหญิงประสงค์สมปักผ้าเช็ดหน้าเสร็จ วันนี้นำไปมอบให้วิศรุตบอกว่า
“หญิงมีของมาคืน ผืนนั้นซักไม่ออกค่ะ หญิงเลยคืนเป็นผืนใหม่”
“ดีเกินของเก่านะครับ มีลายปักด้วย ดับเบิ้ลยู...นี่คุณปักเองรึเปล่าครับ” คุณหญิงพยักหน้าก้มเขิน “ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำอะไรอย่างนี้ให้ผมเลย...ขอบคุณมากนะครับ”
ขณะนั้นเอง สายัณห์เดินมาบอกว่า
“คุณหญิงครับ...วันนี้คุณชายยืมรถไปนะครับ ผมเลยต้องเอารถวังคันเก่ามา” แล้วรับกระเป๋าจากคุณหญิงไปอย่างนอบน้อม
“คุณหญิง...? วัง?!!” วิศรุตพึมพำ และระหว่างเดินไปส่งคุณหญิงที่รถนั่นเอง วิศรุตรู้เพิ่มจากการคุยกัน เอ่ยอย่างทึ่งว่า “หม่อมราชวงศ์หญิงประสงค์สม ไกวัล ผมไม่เคยได้ยินราชสกุลนี้มาก่อน”
คุณหญิงหันมองวิศรุตด้วยความรู้สึกดีใจที่มีเรื่องคุยกับชายที่ตนพึงใจ เล่าว่า
“เราเป็นสกุลเล็กๆค่ะ มีสายสกุลไม่กี่คน ท่านพ่อท่านแม่สิ้นหมดแล้ว ก็ได้รับพระกรุณาให้มาอยู่ในความดูแลของเสด็จย่า ซึ่งเป็นพระญาติห่างๆในวังเทวาสถิตย์”
“วังอะไรนะครับ” วิศรุตสะดุดหู พอคุณหญิงบอกว่าวังเทวาสถิตย์ เขาพึมพำ “วังเทวาสถิตย์!!”
“ตกใจอะไรคะ หรือคุณวิศรุตรู้จักใครในวังนี้คะ” วิศรุตรีบบอกว่าไม่รู้จักครับ “ก็น่าจะไม่รู้จักหรอกค่ะ วังของเรา เก่าและไม่ค่อยได้เปิดสมาคมกับใคร เก่า...เหมือนรถคันนี้แหละค่ะ”
“ถึงจะเก่า ก็ได้อยู่ในวังไม่ได้ถูกทอดทิ้งครับ ขอบคุณสำหรับผ้าผืนใหม่นะครับ”
“ขอบคุณเช่นกันค่ะ ลานะคะ”
วิศรุตยืนมองสายัณห์เปิดประตูรถให้คุณหญิงประสงค์สมขึ้นนั่ง จนรถแล่นออกไป...
เมื่อขึ้นรถ สายัณห์เล่าว่า “คุณชายพิริยพงษ์เอากุญแจรถไปน่ะครับ กว่าผมจะรู้ก็ได้เวลาต้องมารับคุณหญิงแล้ว เลยต้องเอาคันนี้มา บุโรทั่งเต็มที”
“แล้วรถพี่ชายไปไหน”
“คงไปเฉี่ยวชนกระมังครับ แล้วก็คงแอบเอาไปเข้าอู่ไม่ให้พระองค์หญิงทรงทราบ”
ม.ร.ว.ประสงค์สมพยักหน้ารับรู้ หันมองไปนอกหน้าต่าง เห็นฝนตกหนักขึ้นทุกที...
ฝ่ายวิศรุต ขับรถไปก็นึกถึงคำสนทนากับคุณหญิงประสงค์สมไป นึกถึงวังเทวาสถิตย์แล้ว เขาพึมพำ...
“ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ควรจะรู้จักหรือเปล่า...” วิศรุตมองแหวนโบราณวาวงามที่นิ้วอย่างครุ่นคิด...
ooooooo
สายัณห์ขับรถมาได้ไม่ทันไร รถก็กระตุกจนต้องประคองเข้าจอดข้างทาง ข้างนอกฝนก็ตกหนักขึ้นทุกที
วิศรุตขับรถผ่านมาเห็นรถวังจอดเปิดไฟกะพริบอยู่ข้างทาง จึงชะลอรถถอยมาจอดใกล้คุณหญิง เมื่อรู้ว่ารถเสียและสายัณห์บอกว่าคงจะอีกนานกว่าจะแก้ไขได้ วิศรุตจึงอาสาอยู่เป็นเพื่อน คุณหญิงเกรงท่านย่าจะเป็นห่วงบอกสายัณห์ให้โทร.ทูลท่านด้วย
วิศรุตจึงอาสาจะไปส่งคุณหญิง แม้คุณหญิงจะบอกว่าเกรงใจ แต่เมื่อวิศรุตบอกว่ารออยู่อย่างนี้ค่ำแน่กว่าช่างจะมา กว่าจะซ่อมเสร็จน่าจะนาน เผลอๆอาจจะต้องลากไปอู่ แล้วคุณหญิงจะกลับอย่างไร
ในที่สุด วิศรุตขับรถไปส่ง โดยคุณหญิงต้องคอยบอกทางไปวังให้
ooooooo
พิริยพงศ์พาวินิตามากราบพระองค์หญิงที่วังเทวาสถิตย์ พระองค์หญิงถามว่าคนนี้หรือที่ชายเทียวไล้เทียวขื่อ ม.ร.ว.พิริยพงษ์ถามวินิตาว่าท่านย่าใช้คำโบราณเข้าใจไหม? วินิตาบอกว่าเข้าใจเพราะแม่มีเชื้อสายจีนแต่ไม่พูดจีนแล้ว
พระองค์หญิงถามว่าแล้วพ่อล่ะ วินิตาบอกว่าคุณพ่อเป็นทหาร พิริยพงษ์รีบบอกว่าเป็นนายพล
“งั้นรึ ท่านไหนล่ะ” พระองค์หญิงถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดู แต่พอวินิตาบอกว่าคุณพ่อตนคือ พลโทวินิต ราชโยธิน พระองค์หญิงอุทาน “ราชโยธิน!”
แล้วเมินพระพักตร์ไปทางอื่นทันที เมื่อสาวใช้คลานเข่าเข้ามา พระองค์หญิงถามว่า “จะจัดของว่างใช่ไหม ไปห้องโน้นเถอะชาย พาเพื่อนไปสิ”
วินิตาตกใจกับน้ำเสียงของพระองค์หญิงที่เปลี่ยนไป ไปนั่งกันที่ห้องอาหารครู่หนึ่ง พระองค์หญิงมาถึงหน้าห้อง
พิริยพงษ์ลุกยืนรับ
“ของว่างน่ารับทานมากเลยท่านย่า วิเขากำลังปลื้มที่ท่านย่าอนุรักษ์ขนมไทยเก่าๆ”
“ที่นี่ไม่เคยลืมอะไรเก่าๆ ถ้าชอบก็รับทานมากๆ... วินิตาลูกสาวนายพลวินิตรึ พ่อเธอมีลูกกี่คน” วินิตาบอกว่าสองคนตนเป็นคนโต ท่านถามว่าอายุเท่าไรแล้ว วินิตาบอกว่าย่างยี่สิบสี่ “ลูกสาวคนโตอายุยี่สิบสี่ พ่อเป็นนายพล ก็นับว่ามีลูกช้านะ” วินิตาบอกว่าคุณพ่อแต่งงานกับ
คุณแม่หลายปีกว่าจะมีตน พระองค์หญิงนิ่งไป ทวนเบาๆ “หลายปีงั้นเหรอ...”
พิริยพงษ์ถามว่าท่านย่าสงสัยอะไรหรือ แล้วฉวยโอกาสพูดสิ่งที่อยากพูดทันที...
“วันหน้า หลานจะขออนุญาตเชิญคุณพ่อของวินิตามาเฝ้าท่านย่า จะได้สนทนากัน”
พระองค์หญิงนิ่งไม่ตอบ แล้วบอกว่าขอไปพักผ่อนก่อน บอกวินิตาว่า “ตามสบายนะ”
เมื่อพระองค์หญิงไปพักผ่อนแล้ว วินิตาบอกว่าท่านย่าของคุณชายไม่ชอบรับแขกจริงๆด้วย แต่พิริยพงษ์ปากหวานว่า วินิตาน่ารักแบบนี้ อีกหน่อยขี้คร้านท่านจะชอบให้มาบ่อยๆ วินิตาฟังแล้วก็ไม่แน่ใจนัก
ooooooo
พระองค์หญิงไปยืนมองรูป ม.ร.ว.กิรติโสภณพระธิดา
ท่านนึกถึงวันที่จัดพิธีหมั้นกับวินิต แล้วจริยาเข้ามาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาของวินิต ต้องการมาทวงสิทธิ์เมียและแม่ของเด็กในท้องด้วย แล้วนึกถึงที่วินิตาบอกว่าคุณพ่อแต่งงานกับคุณแม่หลายปีกว่าจะมีตน พระองค์หญิงพึมพำกับรูปของพระธิดา...
“หญิงก็ร้าย ชายก็เลว ลูกหญิงของแม่อ่อนแอจึงตกเป็นเหยื่อ ถ้าแม่รู้ แม่จะไม่ยอมให้ลูกหญิงของแม่พาหลานแม่หนีไปไหนเด็ดขาด”
แล้วก็มีเหตุให้พระองค์หญิงกังวลเมื่อสาวใช้รายงานว่า สายัณห์โทร.มาบอกว่ารถที่ไปรับคุณหญิงประสงค์สมเสียกลางทาง และบอกว่ามีครูสอนภาษาที่โรงเรียนอาสามาส่งคุณหญิงที่วังแล้ว
“ครูเหรอ” พระองค์หญิงพระพักตร์เครียด ไม่ค่อยชอบใจนัก
ไม่นานวิศรุตก็ขับรถมาถึงวังเทวาสถิตย์ เขาเปรยขำๆว่า ฝนตกไม่ทั่วฟ้ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง คนอยู่นอกวังเปียกกันแทบแย่ แต่ที่นี่แห้งสนิท
ขณะคุณหญิงประสงค์สมกำลังลังเลว่าจะพาวิศรุตไปเฝ้าท่านย่าแต่เกรงที่วังนี้ไม่เคยรับแขกเลย ก็พอดีอัศดงวิ่งมาบอก
“พระองค์หญิงทรงรับสั่งให้คุณหญิงพาคุณครูเข้าเฝ้าด้วยค่ะ”
คุณหญิงทั้งแปลกใจและดีใจอยู่ลึกๆ ในขณะที่วิศรุตชะงักรู้สึกไม่พร้อม ความโอ่อ่าขรึมขลังของวังดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
ooooooo
แต่เมื่อได้เข้าเฝ้าพระองค์หญิง วิศรุตนั่งพื้นกราบท่านอย่างสุภาพนอบน้อม ท่านเมตตาให้ขึ้นนั่งข้างบน ถามว่าเป็นครูหรือ อายุอานามก็ไม่มากกว่าลูกศิษย์เท่าไหร่
“กระหม่อมอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ไม่ใช่ครูจริงๆ เป็นเพียงอาจารย์พิเศษบางเวลากระหม่อม”
พระองค์หญิงชมว่าพูดจาถูกต้องธรรมเนียมเสียด้วย ถามว่าใครสอนหรือ วิศรุตบอกว่าคุณหญิงประสงค์สมบอกคำราชาศัพท์ก่อนที่จะเดินเข้ามา
พระองค์หญิงถามว่าที่ว่าเป็นอาจารย์บางเวลาแล้วอีกบางเวลาทำอะไร
“กระหม่อมมีบ้านเก่าหลังเล็กๆหลังหนึ่ง เปิดเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวพัก ตอนนี้ลองทำสวนผักเล็กๆ ส่วนเวลาว่างจึงออกไปสอนภาษาอังกฤษกระหม่อม”
“คุณวิศรุตอยู่ต่างประเทศนานเพคะ เลยใช้ภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษา” คุณหญิงเพิ่มเติม พระองค์หญิงชะงักถามว่าชื่ออะไรนะ?
“วิศรุตกระหม่อม วิศรุต มรุพงษ์”
“วิศรุต มรุพงษ์” พระองค์หญิงทวนแล้วอึ้งไปทันที คุณหญิงประสงค์สมก็เพิ่งนึกออกว่าทำไมจึงคุ้นนามสกุลนี้ วิศรุตถามว่าทำไมหรือ พระองค์หญิงตอบแทนว่า
“พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ เป็นเจ้าของวังนี้ ท่านสิ้นไปนานแล้ว ไม่มีทายาทสืบสายสกุล ซึ่งถ้าฉันมีลูกชาย เราคงมีคนนามสกุลมรุพงษ์ หรืออะไรทำนองนี้”
คุณหญิงประสงค์สมเล่าว่าตนเป็นหลานย่าแต่ไม่ใช่หลานแท้ๆ แต่พอเล่าว่าท่านย่ามีแต่พระธิดา... ก็ถูกพระองค์หญิงตัดบทว่าเรื่องในครอบครัว...ช่างเถอะ ท่านเหลือบมองวิศรุตอย่างพินิจพิจารณาเงียบๆ ในขณะที่วิศรุตเหลือบมองนิ้วของตนที่มีรอยแหวนเพิ่งถอดออก...
พระองค์หญิงมองวิศรุตอย่างพอใจในหน้าตาท่าทางต่างจากที่มองวินิตาก่อนหน้านี้ ท่านชวนให้ชิมขนมจ่ามกุฎ ถามว่า ใครเป็นต้นสกุลของเขา ทำไมจึงใช้นามสกุล มรุพงษ์ วิศรุตบอกว่าตนตั้งเองเห็นว่าฟังเพราะดี ความหมายดี ยิ่งฟังวิศรุตพูดพระองค์หญิงก็ยิ่งนึกเอ็นดู ถามว่ามีครอบครัวหรือยัง วิศรุตบอกว่าตนตัวคนเดียว

“ตัวคนเดียว แต่ทำงานหลายอย่าง ทั้งโฮมสเตย์ ทั้งสอนภาษา แล้วยังทำเกษตร คงจะรวยในไม่ช้านะ”

“กระหม่อมไม่คิดอยากรวย อยากมีความสุขมากกว่ากระหม่อม” ท่านถามว่าแล้วตอนนี้มีความสุขหรือยัง 

“มีแล้วกระหม่อม แต่ก็ยังอยากมีมากกว่านี้” วิศรุตเว้นระยะครู่หนึ่งจึงถาม “พระองค์หญิงล่ะกระหม่อมทรงมีวังใหญ่โต มีพระนัดดาน่ารัก ขอประทานพระอนุญาตถามว่า ทรงมีความสุขดีหรือเปล่ากระหม่อม”

พระองค์หญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ย “ฉันขอยืมคำตอบของคุณได้ไหม คุณวิศรุต” วิศรุตหัวเราะ พระองค์หญิงยิ้ม

คุณหญิงประสงค์สมมองท่านย่ากับวิศรุตสลับไปมาอย่างมีความสุข

เมื่อวิศรุตลากลับ พระองค์หญิงบอกว่า “แล้วมาใหม่นะ” วิศรุตขอบพระทัยที่ทรงเมตตา ขณะเดินออกมา คุณหญิงประสงค์สมเอ่ยเบาๆว่าเขาเป็นคนแรกที่ท่านย่าพูดประโยค “แล้วมาใหม่นะ” ด้วย

พระองค์หญิงไม่เพียงพูดว่า “แล้วมาใหม่นะ” หากแต่ยังยืนมองอยู่ในห้องโถงด้วยสายตาเอ็นดูชายหนุ่มที่มาใหม่วันนี้

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 2

อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 2

พิสิฐโทรศัพท์ถึงน้ำมนต์ เป็นเวลาที่น้ำมนต์เดินลากกระเป๋าใบใหญ่ออกมาตามทางผู้โดยสารขาเข้า พอเสียงมือถือดังเธอก็บ่นว่าเพิ่งเปิดเครื่องก็โทร.มาพอดีเลย เชื่อว่าต้องเป็นลิลลี่แน่ๆ
“เฮ้ย!” น้ำมนต์อุทานเมื่อดูหน้าจอ เตรียมตั้งสติกดรับ “ฮัลโหล...น้ำมนต์ค่ะ”
“โทษทีนะน้ำมนต์ พ่อโทร.หาลิลลี่ไม่ติด ไม่รู้หายไปไหน อยู่ด้วยกันรึเปล่า”
“เปล่าค่ะคุณพ่อ คือเพิ่งแยกกันน่ะค่ะ ตอนนี้น้ำมนต์เพิ่งกลับเมืองไทย” พิสิฐถามว่าแล้วลิลลี่ล่ะ
เมื่อไหร่จะกลับ พ่อรออยู่นะ หรือเขาจะให้พ่อไปรับ “โอ๊ะๆๆ ไม่ค่ะคุณพ่อ คงไม่ต้อง”
“งั้นถ้าติดต่อเขาได้ ก็บอกให้เขาโทร.หาพ่อด้วย ขอบใจนะ”
น้ำมนต์วางสาย ถอนใจพึมพำ “มันไม่เข้าบ้าน จริงๆเหรอเนี่ย...นังเพื่อนตัวดี”
ooooooo
ที่แท้ “นังเพื่อนตัวดี” กำลังถูกใช้ให้ไปขัดห้องน้ำที่โฮมสเตย์อยู่
สโรชาบ่นอุบอิบว่าทำไมต้องเป็นฉันล่ะ ธาราบอกว่าอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยงานกันทุกอย่างสิ พอสโรชา เอาเครื่องขัดห้องน้ำไป ธาราก็ยิ้มสะใจ
“หน็อย...นึกว่าสวยกว่า สาวกว่า แล้วจะทำงานบ้านน้อยกว่าเหรอ ไม่มีทาง อย่าหวังนะว่าหล่อนจะมาเป็นคนโปรดคุณวิศรุตแทนฉันได้”
พอสโรชาขัดห้องน้ำเสร็จเดินปาดเหงื่อออกมาก็เจอธารายืนกอดอกจังก้าอยู่
“เสร็จแล้วเหรอ ขึ้นไปปิดหน้าต่างบนตึกให้หน่อยสิ ปิดทุกบานเลยนะ เพราะช่วงเวลานี้แดดมันแรง คุณวิศรุตน่ะเขาไม่อยากให้เครื่องเรือนไม้โดนแดดส่อง จึงต้องปิดในช่วงเวลานี้ ไปเลย มีไม่กี่สิบบานหรอก”
สโรชาคิดจะหือ แต่พอคิดถึงที่วิศรุตสั่งว่า “ถ้าธาราสั่งให้ทำอะไร ก็เชื่อฟังเขาด้วย” สโรชาก็หยักหน้าเดินไต่บันไดขึ้นชั้นบนไปเพลียๆ ธารายืนมองหัวเราะสมใจ
ขึ้นไปปิดหน้าต่างทีละบาน...ทีละบานใช้แรงดึง จนเอวแทบเคล็ด จนเหลือบไปเห็นรูปถ่ายของแนนซี่ตอนสาวๆตั้งอยู่บนหลังตู้ก็สนใจไปหยิบดู
“สวยจริง หรือจะเป็นแฟนเขา... คุณวิศรุตมีแฟนเป็นฝรั่งเหรอเนี่ย อกหักเลยฉัน”
“ทำอะไรอยู่ ไปยุ่งของเขาทำไม” เสียงธาราทำเอาสโรชาสะดุ้ง ถามว่านี่รูปใคร “รูปผู้หญิงที่คุณวิศรุตรักมาก เขาบอกฉันอย่างนั้นนะ ไม่เคยเห็นตัวจริงหรอก รู้แต่ว่ามีจดหมายมาเป็นครั้งคราว”
สโรชางึมงำว่าคนยุคนี้ยังใช้จดหมายอยู่อีกเหรอ ทำไมไม่คุยสไกป์กัน ไลน์ก็ได้ ธารามองขวับถามว่าเธอพูดภาษาอะไรน่ะ สโรชาอึกอัก เฉไฉว่าภาษาวัยรุ่น อินเตอร์เน็ตน่ะเขาใช้กันทั่วโลกเลยแหละ
“แต่ไม่ใช่ที่นี่...เอ๊ะ นี่ฉันมัวมาเสียเวลาอะไรกับเรื่องไร้สาระเนี่ย วางเลย วางรูปแหม่มที่เดิม แล้วไปเอาไม้กวาดมากวาดพื้นกวาดเสร็จก็ถูซะด้วย ทุกห้องนะ”
สโรชาวางรูป ฟังธาราสั่งงานแล้วจะเป็นลม มองธาราที่เดินลงบันไดไปเซ็งๆ
สโรชาดีใจเมื่อเห็นโทรศัพท์ที่ดีไซน์แบบแอนทีค แต่พอหยิบขึ้นมากดโทร.ออก ปรากฏว่าโทรศัพท์ไม่มีสาย มันเป็นแค่เครื่องประดับไว้โชว์เท่านั้น ขณะกำลังคิดว่าจะติดต่อกับโลกภายนอกได้อย่างไร เสียงธาราก็แว่วเข้ามา
“พลับพลึง...ทำอะไร ไปจ่ายตลาด ช่วยหิ้วของหน่อย”
“ตลาดเหรอ...” สโรชายิ้มดีใจที่จะได้ออกนอกบ้าน
ooooooo
ระหว่างเดินตามหิ้วของให้ธารานั้น สโรชามองหาตู้โทรศัพท์ไปรอบๆ ธาราถามว่ามองหาอะไร เธอสะดุ้งเลยปดไปเรื่อยเปื่อยว่า หาไอติม!
ธาราบ่นว่าไม่ทันไรก็จะกินแล้ว เดี๋ยวซื้อของเสร็จจะซื้อให้กินแท่งหนึ่ง สโรชาขอไปซื้อเองได้ไหมธาราจะได้ไม่เสียเวลา ธาราบอกว่า “ฉันไม่ให้หล่อนถือสตางค์หรอก” สโรชาหน้าจ๋อย มองตู้โทรศัพท์ตาละห้อย...
ooooooo
ซื้อของเสร็จ ธาราซื้อไอติมกินกันคนละแท่งพากันขึ้นสามล้อนั่งเบียดกันเนื้อแทบปลิ้นของมากมายที่ธาราซื้อมา มีทั้งข้าวสาร น้ำตาล พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอม กระเทียมและหมู สโชราหิ้วจนตัวเอียงบ่น “หนักชะมัด”
“ได้ไอติมแท่งนึงยังจะบ่น จะบอกให้ว่าของพวกนี้สำคัญมากสำหรับโฮมสเตย์เรา” สโรชาถามว่าไหนว่าคนที่มาพักส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง “ก็พวกเป็นฝรั่งสิ เราถึงต้องตำน้ำพริกแกงเอง จะได้เผ็ดน้อยๆ อีกอย่างนึงนะ พริก กะปิ หอม กระเทียม ข่าตะไคร้ ผิวมะกรูด สมุนไพรสดๆพวกนี้มันเป็นของแปลกสำหรับชาวต่างชาติ พวกเขาชอบมาดูตอนเราทำ”

“ทำให้เขาดูด้วยเหรอ ตื่นเต้นจัง ฉันจะได้ดูด้วย”

“ดูอะไร ฉันจะให้เธอมาช่วยทำย่ะ เป็นลูกมือหยิบจับสับหั่นเก็บล้างตำโขลกยกข้าวยกของ” สโรชาบ่นอุบอิบว่าใช้จัง แต่พอธาราหันถามว่าอะไรนะ! สโรชายิ้มประจบบอกว่า ใช้ได้จ้ะ “ถ้าใช้ได้ งั้นไปเก็บผักให้หน่อย ฉันไม่อยากออกไปโดนแดด ผิวเสียหมดแล้ว”

“ไปเก็บผัก? ที่ไหน?”

“ออกครัวไปนะ เลี้ยวซ้ายก็จะเห็นโค้งหลังคาเรือนผัก เข้าไปหาคุณวิศรุต ไปเอามะเขือเทศ แตงกวา แล้วก็ผักสลัด”

สโรชาพึมพำว่านึกว่าคุณวิศรุตไปทำงานแล้วเสียอีก “กลับมาแล้วล่ะ เห็นรถจอดอยู่ คุณวิศรุตเขาต้องเข้าไปดูผักของเขาแทบทุกวัน หล่อนรีบไปเอาผัก อย่ามัวเจ๋อคุยกับคุณวิศรุตนานล่ะ เข้าใจไหม”

ธาราทั้งอยากใช้ทั้งกันท่า สโรชารับคำ กอดตะกร้าเดินไปตามทางที่ธาราบอก

ooooooo

วิศรุตอยู่ที่เรือนผักกับป้าหวานที่เอาปลามาให้ วิศรุตจึงเอาผักให้ตอบแทน ป้าหวานโอ้เอ้บอกว่าอยากปลูกผักแบบนี้บ้าง ต้องมีสตางค์สักเท่าไหร่ถึงจะทำอย่างนี้ได้

วิศรุตบอกว่าถ้าอยากปลูกผักแบบนี้ก็ให้ริชาร์ดกับจอห์นนี่สอนให้ถ้าทำไหวก็มาคุยกันเผื่อช่วยกันได้ ป้าหวานตื่นเต้นบอกว่าตนไม่อยากไปรับจ้างดายหญ้าก้มๆเงยๆ หลังไหล่ไม่ไหวแล้ว

ไอ้จ้อนหรือจอห์นนี่กับไอ้ริดหรือริชาร์ด พากันแซวว่า เลยต้องซัดน้ำยอดข้าว เข้าไปดมทำหน้าเบ้บอกว่าหอมหึ่งเลย ป้าหวานทำหน้าง้ำบอกว่าก็กินแล้วมันมีแรงนี่หว่า

“ไม่กินจะดีกว่านะครับป้า เหล้าน่ะไม่ดีกับตับ แล้วตับเราก็มีอยู่อันเดียว เสียแล้วซ่อมไม่ได้”

“จ้ะๆ ไม่เอาล่ะโดนคนหล่อต่อว่า กลับบ้านดีกว่า ขอให้เจริญๆนะ ให้โฮมกะเตงมีแขกเยอะๆ ได้ถีบเยอะๆ”

“เขาเรียกทิปจ้ะป้า” วิศรุตยิ้มๆ ป้าหวานหันมาบอกว่าให้เขาได้ทิป แต่ไอ้สองตัวนั่นได้ถีบก็แล้วกัน

ooooooo

ป้าหวานยิ้มกริ่มหน้ากรึ่ม ถือผักที่วิศรุตให้เดินออกจากเรือนผัก สโรชาที่เดินเปรี้ยวแกว่งตะกร้ามาพอเห็นป้าหวานก็ทำสงบเสงี่ยม เดินไหล่ห่อหน้าซื่อเข้าไปในเรือนผัก ป้าหวานเหล่ พึมพำ

“สงสัยลูกจ้างใหม่ หน้าตาดีเสียด้วย”

สโรชาเดินเข้าไปในเรือนผัก โต๊ะผักไร้ดินยกสูงระดับเอว เธอเอื้อมมือจับใบผักจะยกขึ้นดู วิศรุตก็ลุกพรวดขึ้น สโรชาตกใจ วิศรุตถามว่ามาทำไม เธอบอกว่าธาราให้มาเก็บผักไปทำสลัด รำพึงทึ่งว่า

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเมืองไทยก็...” หยุดกึกนึกได้เปลี่ยนเป็นว่า “กรุงเทพฯจะมีอะไรแปลกๆแบบนี้ ไม่ต้องมีดิน ผักก็งอกได้ ที่บ้านฉันไม่มี”

สโรชาสนใจถามว่าปลูกยากไหม ต้องมีสตางค์เท่าไหร่ถึงจะปลูกได้ แล้วขายดีไหม วิศรุตถามว่าอยากมาช่วยไหม วันหลังจะสอนให้ บอกว่าตอนนี้อยากได้ต้นไหนเลือกเอาเลย

ริชาร์ดกับจอห์นนี่ที่คนน้ำหมักจุลินทรีย์ในถังพลาสติก อยู่ มองวิศรุตกับสโรชาคุยกัน ริชาร์ดซุบซิบถามว่า

“ทำไมป้าหวานให้มาหัดกับเรา แต่พอเป็นพลับพลึงจะสอนเองวะ”

“นั่นสิ หรือเขาจะให้เราจีบป้าหวานวะ” จอห์นนี่เขม้นมอง ริชาร์ดสงสัยว่าหรือวิศรุตชอบพลับพลึง “แต่ดูๆ พลับพลึงก็ชอบคุณวิศรุตนะ”

ทั้งสองสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ รากผักก้อนหนึ่งก็ปลิวมาลงที่หัวริชาร์ด อีกก้อนกระเด็นมาที่หัวจอห์นนี่ แม่นฉมังราวกับจับวาง!

ooooooo

สโรชากลับมาที่ครัวพร้อมผักในตะกร้า ธาราถามอย่างจับผิดว่าทำไมหายไปเสียนาน สโรชาบอกว่าวิศรุตชวนคุย ฟังแล้วอยากไปปลูกผักที่บ้านมั่ง

“ที่ร้อยเอ็ดน่ะเหรอ ต่างจังหวัดที่ดินเยอะแยะ ไม่เห็นต้องมายกโต๊ะต่อท่อน้ำให้วุ่นวาย...หยิบชามแก้วให้หน่อย” ธาราสั่งจะเอามาใส่น้ำสลัด

ธาราถามว่าคิดจะปลูกผักที่บ้านเกิดแล้วติดต่อใครที่บ้านบ้างไหม สโรชาส่ายหัวก้มหน้าหลบตา พูดงึมงำ

“ถ้ากลับไปตัวเปล่า ไม่ได้ประสบการณ์ชีวิตดีๆ คือหมายถึงถ้าไม่มีตังค์น่ะ มันอายเขา” ธาราถามว่าแล้วจะเอาตังค์จากไหน คิดว่าอาศัยเขาอยู่แล้วเขาจะให้เงินเดือนสักเท่าไหร่ “แล้ว...ธาราทำงานบ้านแบบนี้ไม่มีเงินเดือนเหรอ”

ธาราบอกว่ามีแต่ไม่มาก พอสโรชาถามซอกแซกก็ถามว่าหลอกถามจะปล้นกันรึไง สโรชาบอกว่าก็แค่อยากรู้

“เธอนี่จริงๆหน้าตาดูไม่บ้านนอกเลยนะ หมดจด สดสะอาด...”

“ขายได้เลยทีเดียวแหละ” เสียงสุทิศแทรกเข้ามา ธาราหันด่าไอ้ลามกมาถึงก็ปากเสีย “ไม่ใช่อย่างนั้น ผมหมายถึงว่า เธอน่ะ หน้าตาดี ไปยืนเป็นพนักงานขายได้เลย” สุทิศกะล่อนจับไม่ติด ประพันธ์ตามมาติดๆ เก๊กหล่อป้อสาวตามเคยผสมโรงว่า

“จริงครับ หน้าตาดีน่ะมีชัยไปกว่าครึ่ง ผมถึงได้เป็นสุดยอดเซลส์ ขายอะไรก็ขายได้ขายดี คารมเป็นต่อแต่รูปหล่อด้วยนะ เป็นผู้จัดการฝ่ายขายครับ” สุทิศดักคอว่าทำไมกลับบ้านเร็ววันนี้ไม่ไปขายอะไรรึไง ธาราพูดอย่างรู้ทันว่ามันจะมาขายขนมจีบแถวนี้น่ะสิ

พอดีวิศรุตเข้ามา ทั้งสามกำลังต่อปากต่อคำขัดคอกันอยู่ถึงกับแตกกระเจิง วิศรุตชูพวงปลาที่ป้าหวานให้ไปตรงหน้าสโรชา บอกว่าเมื่อกี้ลืมให้ถือมา สโรชามองพวงปลาแหยงๆ

“รับสิพลับพลึง ทำปลาเป็นไหม” สโรชายังมองแหยงๆ ประพันธ์อาสาจะทำให้ “อย่าเลย ให้ผู้หญิงเขาทำ ทำไม่เป็นก็ต้องหัด ถ้าจะอยู่ด้วยกันต้องทำได้”
สโรชาจึงค่อยๆรับพวงปลาตาปริบๆ พอวิศรุตออกไป ธาราถามเย้ยประพันธ์ว่า

“ไงล่ะ พ่อค้าขนมจีบ ถ้าอยากช่วยนะ มาตำเครื่องน้ำจิ้ม ไปหยิบครกมาซิ” แต่พอหันมองทั้งประพันธ์และสุทิศหายไปหมดแล้วเลยทำเอง ทำไปบ่นไป “หายไปหมดเลย ช่างมัน พลับพลึงมาทำปลา ล้าง ควักไส้”

สโรชามองพวงปลาที่เกี่ยวนิ้วอยู่ ทำหน้าแหยๆ รีบเอาไปวางในอ่าง

ooooooo

อาหารมื้อนี้อร่อยเป็นพิเศษ วิศรุตชมว่าอร่อยมาก บอกธาราว่านี่ถ้าเราจัดโต๊ะริมน้ำเพิ่มสักโต๊ะ ประดับคบไฟตามทางเดินน่าจะดี สโรชาฟังแล้วกระซิบกับสุทิศว่า แค่คิดว่าจะมีแขกมาพักเยอะๆก็สนุกแล้ว

วิศรุตได้ยินถามว่าไม่คิดถึงบ้านเลยใช่ไหม ธาราลอยหน้าพูดเหน็บว่า

“แม่คนนี้เขาบอกว่าเขาจะทำงานเก็บตังค์เป็นเศรษฐินีก่อน”

วิศรุตถามว่าเธอคิดจะอยู่ที่นี่นานไหม จะได้ให้ธาราสอนงานบ้านงานครัวให้เต็มที่ สุทิศกับประพันธ์เสนอตัวจะสอนงานบริการและงานขายให้ ทั้งสุทิศและประพันธ์ต่างคุยเขื่องข่มกันไปมาจนสโรชาขำ ธาราดักคอประพันธ์อย่างรู้ไต๋ว่าสินค้าเก่าที่ขายไม่ออกน่ะไม่ทิ้งก็บริจาคเสียบ้าง สุทิศแฉว่า

“มันเอาไว้แจกสาว สวยมากก็ได้รุ่นหรูๆ สวยน้อยก็ได้ของมือสอง” สโรชาจับต้นชนปลายไม่ถูกถามว่าแจกรถยนต์หรือ “โทรศัพท์มือถือครับพร้อมซิมเลยนะ ไอ้นี่มันแผนสูงจะได้มีเบอร์สาวที่มันชอบ”

พอสโรชาได้ยินว่าแจกโทรศัพท์ก็ตื่นเต้นตาโต ประพันธ์ถามว่าอยากได้มั่งไหมล่ะ สโรชารีบพยักหน้า วิศรุตกระแอมจ้องดุๆ สโรชาเลยก้มหน้าจ๋อย ธาราบอกให้เก็บจานต่อ ทุกคนจะได้ไปพักผ่อน

วิศรุตเดินไปหยิบหนังสือแยกไปทางระเบียง ประพันธ์รีบกระซิบถามสโรชาว่า “อยากได้รุ่นไหนครับ...” วิศรุตที่จับตาสังเกตอยู่มองประพันธ์ทันที สุทิศแอบเห็นพอดี

แล้วคืนนี้ ประพันธ์ก็แอบเอาโทรศัพท์รุ่นเก่าราคาถูกมาให้สโรชา พูดอย่างไว้ฟอร์มว่า เธอใช้รุ่นนี้ดีแล้วเพราะใช้ของแพงๆมันอันตราย สโรชาถามว่าแถมซิม ด้วยหรือเปล่า ประพันธ์เอาซิมให้บอกว่าในนี้มีเงินอยู่ห้าสิบบาทโทร.ได้นิดหน่อย

สโรชาดีใจมากรับโทรศัพท์ยิ้มแป้นรีบกลับไปทางห้องพัก ห่างออกไปวิศรุตแอบมองอยู่ เห็นสีหน้าสโรชาเต็มตา เขาไม่รู้ว่าประพันธ์ให้อะไรสโรชาแต่รู้สึกห่วงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

สโรชาเข้าห้องก็รีบโทร.หาน้ำมนต์ทันที พอปลายสายรับก็ทักอย่างตื่นเต้น น้ำมนต์ถามสโรชาว่าอยู่ไหน แล้วก็งงเมื่อปลายสายเงียบ

เพราะวิศรุตมาเคาะประตูเรียก สโรชาเปิดประตูให้ เขาเดินเข้ามาแต่เปิดประตูค้างไว้อย่างนั้น เขามองโทรศัพท์ในมือ สโรชารีบบอกว่าประพันธ์ให้ ถามว่าเขามีอะไรจะใช้ตนหรือเปล่า วิศรุตบอกว่าไม่ได้ใช้อะไร แต่เอานี่มาให้ พลางยื่นหนังสือคู่มือปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ให้ บอกว่าเป็นความรู้เบื้องต้น

วิศรุตถามว่าห้องอยู่ได้ไหม เธอรีบบอกว่าสบาย ...สบายกว่าที่เคยอยู่เยอะเลย

“ฉันจำได้ว่าเธอบอกว่าเคยขายของที่ตลาด” สโรชางงไม่รู้ว่าบอกตอนไหน “ถ้าที่นี่มีแขกมาพัก เธอคงจะช่วยรับแขกได้” สโรชาบอกว่าได้ตนชอบพบปะผู้คน วิศรุตเผลอมองสโรชาที่ยิ้มสดใส แล้วยิ้มเก้อๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลยบอก “ฝันดีนะ” ทำเอาสโรชางง แต่ก็ชอบที่วิศรุตใส่ใจตน พึมพำปลื้ม “หล่อนัก...เดี๋ยวจับปล้ำซะหรอก”

น้ำมนต์รอฟังอยู่ได้ยินเต็มๆ ตะโกนถาม “แกจะปล้ำใครไอ้ลิลลี่” ทำเอาสโรชาสะดุ้งโหยงถามว่าตะโกนทำไมวะ?

“ก็แกโทร.หาฉันแล้วทำไมไม่พูดต่อ ฉันรออยู่ นั่นแกอยู่ไหน ไปอยู่กับใคร ทำอะไร ทำไมไม่กลับบ้าน บอกมานะ รู้รึเปล่าว่าป๊าแกตามหาแกให้ควั่ก เขาจะบินไปรับแกที่แอลเอเลยนะเว้ย” พอน้ำมนต์หยุดหายใจ สโรชารีบถามว่าจบคำถามหรือยัง “ยัง...โทรศัพท์แกหายไปไหน นี่เอาเบอร์ผู้ชายที่ไหนโทร. แล้วเมื่อกี๊แกจะปล้ำใคร”

“ถามจบแล้วใช่ไหม ฉันจะได้ตอบ ฟังนะ...ฉันเจอชายในฝัน...แบบที่ไม่อยากตื่นเลย” สโรชาหัวเราะคิกคัก พอนึกได้ก็รีบปิดปากตัวเองกลัวเสียงลอดออกไป
พอรู้พิกัดที่อยู่โฮมสเตย์ที่สโรชาอยู่ น้ำมนต์ก็จะไปหา สโรชาตกใจรีบเบรกว่า ให้มาใกล้ๆแถวนี้แล้วโทร.บอก ตนสะดวกจะออกไปหาเอง

“รีบๆออกมาเถอะน่า ฉันอยากรู้เรื่องชายในฝันของแกจะแย่แล้ว รีบออกมาก่อนที่เงินในโทรศัพท์แกจะหมด บอกจุดนัดหมายมา ฉันจะรอ” แต่ก็ย้ำดักคอว่า อย่าให้รอถึงค่ำล่ะ

ooooooo

น้ำมนต์มารออยู่นาน โทร.ถามเป็นระยะเพราะสโรชาถูกธาราใช้งานไม่ได้หยุด ส่วนตัวเองแต่งตัวสวยขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านเพราะปลายเดือนต้องเอาเงินส่งไปบ้าน

พอสโรชาออกไปพบน้ำมนต์ก็เข้าไปนั่งคุยกันในรถ พอเล่าเรื่องของตนให้ฟัง น้ำมนต์ถามว่าจะอยู่เป็นสาวใช้หลอกเขาไปอย่างนี้หรือ สโรชาบอกว่ามันเป็นเรื่องตกกระไดพลอยโจน น้ำมนต์เป็นห่วงที่เพื่อนจะอยู่ในแวดล้อมของผู้ชายห้าคนกับกะเทยอีกหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเธอมีใจให้เจ้าของบ้านเสียด้วย ถามว่าแล้วถ้าต่อไปเจ้าของบ้านรู้เข้าจะว่ายังไง

สโรชาคิดหนัก แต่ก็ขอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละวันดีกว่า บางทีการวางแผนไปเสียหมด ชีวิตอาจไม่สนุกก็ได้

น้ำมนต์หว่านล้อมจนสโรชายอมจะไปพบพิสิฐ เธอแปลงกายเป็นสโรชาที่ปากแดงแช้ด สวย เปรี้ยว ไฮโซ ในพริบตา

วันเดียวกันนี้ วิศรุตไปพบพิสิฐเสนอแผนเชื่อมต่อระหว่างโรงแรมห้าดาวกับโฮมสเตย์เล็กๆ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอีกรูปแบบหนึ่ง พิสิฐพอใจไอเดียของเขามาก บอกว่าต่อไปให้ติดต่อกับฝ่ายการตลาดของตนได้เลย

วิศรุตคุยเสร็จเดินออกมา สวนกับสโรชาที่เดินเชิดเข้าไป เขามองแว่บหนึ่งอย่างไม่สนใจนัก

พอสโรชาเข้าไปในโรงแรม เธอตรงไปที่หน้าห้องพิสิฐ นวลเลขาของพิสิฐเห็นเข้า ร้องทักอย่างดีใจ

“คุณหนูลิลลี่! คุณหนูลิลลี่กลับมาจากอเมริกาเมื่อไหร่คะ?”

สโรชาจุ๊ปากห้าม หลิ่วตาให้นวล แล้วเดินเชิดตรงไปที่ประตู เปิดเข้าไป

ooooooo

พิสิฐดีใจมากกอดหอมลูกสาวซ้ายขวา...ซ้ายขวา ในขณะที่สโรชาก็ดราม่าได้เนียน แต่พอพิสิฐถามว่าแล้วข้าวของอยู่ไหน มาตั้งแต่เมื่อไร บินไฟลท์ไหน มองหน้าบอกว่าพ่อได้กลิ่นตุ่ยๆ มีอะไรไหมเรื่องดีหรือไม่ดี

“สมเป็นป๊าของลิลลี่จริงๆเลย ลิลลี่มีเรื่องจะเล่าให้ฟังค่ะ” เธออ้อนพ่อแต่แววตาเจ้าเล่ห์

เวลาเดียวกัน วิศรุตไปนั่งที่ร้านกาแฟ น้ำมนต์นั่งรอสโรชาอยู่เห็นหล่อดีเลยแอบถ่ายรูปไว้

ฟังสโรชาเล่าเหตุการณ์นับแต่กลับมาให้ฟังแล้ว พิสิฐทำท่าจะหัวใจวาย ยิ่งเมื่อรู้ว่าไปหลบอยู่บ้านผู้ชายอีก ถามว่าชื่ออะไรนะ พอเธอบอกว่าชื่อวิศรุต พิสิฐ
ส่ายหน้าว่าชื่อนี้อีกแล้ว ชื่อโหลจริงๆ ถามว่าแล้วนามสกุลอะไร เธอบอกว่าไม่รู้ แต่อยู่บ้านนั้นแล้วสนุกดี ตนชอบ มีอะไรให้เรียนรู้เยอะแยะเลย

“ก็เรียนจบแล้วจะเรียนอะไรอีก กลับมาทำงานของเราได้แล้ว ป๊ายังมีโครงการจะขยายอะไรอีกเยอะแยะ ลูกต้องมารับช่วงต่อ ไม่งั้นป๊าจะเกษียณได้ยังไง”

สโรชาต่อรองว่าให้ตนได้ใช้ชีวิตอิสระอีกสักสองสามเดือน พิสิฐบอกไม่ได้ต้องกลับมาเดี๋ยวนี้ ป๊าเหนื่อย

สโรชาต่อรองจนพิสิฐยอมให้เดือนเดียว แต่ระหว่างนี้ถ้ามีงานสำคัญจะเรียกตัวด่วน

“บอกล่วงหน้า 24 ชั่วโมงแล้วให้ไอ้น้ำมนต์ไปรับลูกมาเลย” พิสิฐถามว่าน้ำมนต์รู้เห็นเป็นใจด้วยใช่ไหม “อย่าไปว่ามันนะพ่อ มันเพิ่งรู้ตะกี๊นี้แหละ”

พิสิฐมองหน้าลูกสาวสุดที่รักอย่างเหนื่อยใจหมดแรงที่จะเถียงด้วย สโรชาดูออกว่าพ่อตามใจก็โผกอดหอมแก้มฟอด

พอออกมาหาน้ำมนต์บอกว่าถ้าป๊ามีอะไรด่วนให้บอกเธอและให้เธอมารับตนในทันใด น้ำมนต์บ่นว่าไม่ได้ใกล้เลยนะ สโรชายิ้มประจบ น้ำมนต์บอกว่าอยากเห็นจริงๆ ว่านายวิศรุตที่ว่านี่หล่อสักขนาดไหน

น้ำมนต์เอารูปที่แอบถ่ายวิศรุตให้ดู ถามว่าหล่อเท่าคนนี้ไหม สโรชาบอกว่าใช่เลย คนนี้แหละคุณวิศรุต

“โอ้โห...เป็นไง โชคชะตาฟ้าลิขิต ถ้าหล่อขนาดนี้ จัดไป จะให้ช่วยอะไรให้บอก”

ooooooo

กลับมาถึงโฮมสเตย์ สโรชาวิ่งเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้แทบไม่ทันเพราะฝนจะตกแล้ว ธาราวิ่งมาช่วยเก็บถามว่ามัวหลับอยู่รึไงถึงเพิ่งออกมา

เก็บผ้าเสร็จ สโรชาไปทำห้องพักแขก ทำไปพูดไปอย่างเพลิดเพลิน

“งานง่ายๆ สบายมาก Very easy , anybody can do” หันไปเห็นวิศรุตยืนมองอยู่ก็ตกใจแต่รีบยิ้ม วิศรุตชมว่าเก่ง สโรชาตอบเหนียมๆว่าก็เคยทำบ่อย เขาบอกว่าหมายถึงภาษาอังกฤษ “อ๋อ...ก็...แหมศัพท์ง่ายๆ เรียนตั้งแต่ ป.สาม”

“พรุ่งนี้เย็นแขกจะเข้ามาพัก แต่ฉันต้องไปข้างนอกอีก ถ้ากลับช้า เธอดูแลนะ”

สโรชารับคำอย่างร่าเริง แต่พอจะเดินออกไปก็จ๊ะกันไปมาหลายรอบ จนสุดท้ายวิศรุตหยุดเธอจึงเบี่ยงตัวออกไป วิศรุตมองตามยิ้มอย่างเอ็นดู

เช้านี้สโรชาเอาอาหารเช้ามาให้ขณะวิศรุตนั่งดูหนังสือพิมพ์พลางลูบหัวแหวนที่นิ้วตัวเอง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะเจ้านาย” วิศรุตสะดุ้งมองอาหารเช้าในถาดที่สโรชายกมาถามว่าเอามาให้ตนกินหรือ “ค่ะ อาหารเช้าสำคัญต่อสุขภาพ กินกาแฟ จะไม่มีสารอาหารไปเลี้ยงสมอง กินเถอะค่ะ นิดนึงก็ยังดี แค่ขนมปังไข่ดาว”

วิศรุตถามว่าเธอทำเองหรือ ชมว่าเก่ง ไข่สวยเชียว

“ขอบคุณค่ะเจ้านาย” สโรชายิ้มปลื้ม

“ใครสอนให้เธอเรียกอย่างนี้... อย่าเรียกอย่างนี้อีก ฉันไม่ชอบอะไรที่เจ้ายศเจ้าอย่าง เธออยู่กับฉันทำงานให้ฉันเหมือนคนอื่นๆ มาอยู่เป็นเพื่อนฉัน แค่นี้เราก็ได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันแล้ว ฉันอยากใช้ชีวิตแบบคนมีเพื่อน ไม่ใช่คนแปลกถิ่น หลงอยู่ในโลกนี้คนเดียว”

“โห...ฟังดูเหงาจัง...น่าสงสาร”

“ไม่ต้องมาสงสารฉันหรอกพลับพลึง” วิศรุตกินอาหารหมดแล้วดื่มน้ำส้มแก้วเล็กจนหมด

สโรชาชมว่าดีมาก แขกมาตนจะทำไข่ดาวแบบนี้ให้ วิศรุตบอกให้ลองดู แต่ตนต้องไปสอนหนังสือ สอนภาษาอังกฤษ ถามว่าอยากเรียนบ้างไหม ไว้จะฝึกให้ เอาประโยคง่ายๆ สโรชาทำเสียงขี้เล่นว่า “โอเคซิกาแร็ตค่ะ” ทำเอาวิศรุตหัวเราะขำ หยิบหนังสือภาษาอังกฤษสั่งก่อนเดินไปว่าตั้งใจทำงานให้ดี บ่ายๆจะกลับมา จะมีแขกเข้าสองคนเตรียมห้องด้วย

“ok, I’ll do my best. honey. Don’t worry” สโรชาชะเง้อมองตามวิศรุตอย่างร่าเริง ธาราถามว่าชะเง้ออะไร มาเห็นวิศรุตกินอาหารหมดก็ร้องว่าหมดเกลี้ยงเลยหรือ เมื่อก่อนตนทำให้ ไม่เคยแล ค้อนใส่ขวางๆ สโรชายิ้มแป้นภูมิใจ๊...ภูมิใจ

ooooooo
ที่สถาบันภาษา วิศรุตเดินเร็วๆเข้ามาผ่านเคาน์เตอร์ เห็น ม.ร.ว.หญิงประสงค์สม ยืนเก้ๆกังๆก้มหน้าเหมือนไม่มั่นใจตัวเอง วิศรุตหยุดถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม
หญิงประสงค์สมที่กำลังไม่มั่นใจ ก็กลายเป็น ประหม่าจนพูดไม่ออกเมื่อเห็นหนุ่มหล่อบาดใจมาถาม วิศรุตเห็นแผ่นพับในมือถามว่ามาสมัครเรียนหรือเปล่า พอหญิงประสงค์สมพยักหน้า วิศรุตเรียกเจ้าหน้าที่ด้านในให้มารับนักเรียนใหม่ ค้อมให้หญิงประสงค์สมอย่างสุภาพแล้วเดินจากไป
หญิงประสงค์สมแอบมองตามวิศรุตแล้วจึงหันฟังเจ้าหน้าที่อธิบายหลักสูตรและตารางเรียน
เมื่อมาเข้าชั้นเรียน วิศรุตกำลังแนะนำตัวเองและทำแบบทดสอบอยู่ หันเชิญหญิงประสงค์สมไปนั่งยังที่ว่าง หญิงสวมเฮดโฟนเข้าไปนั่ง แอบมองวิศรุตเป็นระยะอย่างถูกใจ...
ฝ่ายสโรชาอยู่ที่โฮมสเตย์ เข้าไปซ้อมกล่าวต้อนรับแขกในห้องพักแขก ธาราผ่านมาได้ยินเข้ามาถามว่าเสียงฝรั่งที่ไหน สโรชาทำไขสือบอกว่าเสียงโทรทัศน์ต่างหากตนมาเช็กดูว่าใช้ได้ไหมและกำลังจะออกไป ธาราตรวจที่นอนชมว่าปูได้ตึงดี สโรชาบอกว่าเคยอยู่โรงเรียนประจำทุกคนต้องทำเอง
พอธาราถามว่าที่บ้านนอกน่ะเหรอ สโรชาก็รีบเปลี่ยนเรื่องถามว่าจะให้ตนไปกวาดใบไม้อีกไหม ธาราบอกไม่ต้องแต่ตนต้องออกไปซื้อของเพราะกระดาษทิชชูหมดสต๊อก แต่แขกกำลังจะมาเป็นฝรั่งเสียด้วยสโรชาก็คงพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง
“งั้นฉันออกไปซื้อของให้ไหม ฉันไปถูก” สโรชาอาสา ธาราควักเงินร้อยบาทให้ไปซื้อทิชชูแทน สโรชาดีใจมากที่จะได้ไปตลาด เอากระเป๋าสตางค์ตัวเองที่มีเงินทั้งแบงก์พันแบงก์ห้าร้อยอยู่จำนวนหนึ่ง กะจะชมตลาดให้สนุกไปเลย
สโรชาไปซื้อทิชชูแล้วยังซื้อพิมพ์วงกลมสำหรับทำแพนเค้กแบบที่เป็นรูปหัวใจ ซื้อน้ำผึ้ง ไอซิ่ง ล้วนแต่เอาเงินของตัวเองตั้งใจจะทำให้โฮมสเตย์เล็กๆ มีเสน่ห์ดึงดูดแขกมาพักแทนที่จะไปโรงแรมหรูแบบของป๊า
กลับมาไม่ทันไรฝรั่งสองคนสามีภรรยาก็มาถึง ธาราบ่นว่ายังไม่ถึงเวลาเช็กอินเลยมาแล้ว แล้วรีบออกไปกล่าวต้อนรับด้วยด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงไทยอย่างมั่นใจ เมื่อสโรชาเอาเวลคัมดริ๊งก์มาให้ ทั้งสองรับไปดื่มถามว่าอะไร สโรชาอธิบายพลางชี้รูปให้ดู ครู่หนึ่งธาราถือช่อดอกแก้วกับบูเก้เล็กๆมา มองสงสัย ถามสโรชาว่าคุยอะไรกับแขก
“ไม่รู้ค่ะ หัวเราะไปเรื่อยๆ ต้องถ่วงเวลาไหมคะยังไม่ได้เวลาเช็กอินเลย” ธาราไม่ตอบแต่เชิญแขกไปห้องและสั่งสโรชาให้หิ้วกระเป๋าตามไป สโรชาทั้งหิ้วและลากกระเป๋าออกแรง อึ๊ดๆๆ เซแท่ดๆตามไป
ooooooo
หญิงประสงค์สมเรียนเสร็จพยายามมองตามดูว่าวิศรุตจะไปทางไหน แต่ถูกผู้คนเดินผ่านไปมาจนคลาดสายตา จึงมาหาอุทัยข้าหลวงหญิงวัยสาวที่รอรับอยู่ อุทัยปฏิเสธชายสองคนที่จะมาติดต่อขอซื้อที่ดินแล้วพาหญิงประสงค์สมไปขึ้นรถ
เมื่อมาถึงวังเทวาสถิตย์ พระองค์หญิงชายาของพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ผู้วายชนม์ไปแล้ว บอกทิวากับราตรีที่นั่งพัดและนวดอยู่ว่าพวกนายหน้ามาติดต่อซื้อที่ดินไม่ต้องให้เข้า ไล่ไปให้หมด ติดป้ายประกาศไว้แล้วว่าไม่ขายยังอยากได้อีก
ทิวาบอกว่าวันนี้มาสองรายแล้ว อัศดงบอกว่าไปหมดแล้วและคุณหญิงประสงค์สมกลับมาแล้ว พระองค์หญิงถามอย่างมีเมตตาว่าไปเรียนเป็นอย่างไรบ้าง หญิงประสงค์สมเรียนท่านว่า “ได้เรียนเพคะท่านย่า”
“มันก็ต้องอย่างนั้นสิ เรากำสตางค์ไปสมัคร ไม่ได้ไปขอเขาเรียนเปล่าๆ...นี่ถ้าไม่ป่วยตอนเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันป่านนี้ก็ใกล้จบแล้ว แต่เอาเถอะ ขยันๆ เรียนภาษาให้เก่งๆ ถ้าอยากเรียนต่อก็จะได้ง่ายขึ้น...หรืออย่างน้อยก็จะได้ไม่คร่ำครึอยู่แต่ในวัง เกิดเป็นผู้หญิงน่ะควรจะเรียนให้มาก จะได้มีปัญญาทำมาหากิน แล้วก็ไม่โง่ให้ผู้ชายหลอกได้”
หญิงประสงค์สมมองตามท่านย่าที่ลุกไป ในใจนึกสงสารเพราะรู้ว่าประโยคท้ายท่านไม่ได้ทรงหมายถึงตน
พระองค์หญิงวิสุทธิโสภีมาหยุดที่ห้องท่านหญิงกิรติโสภณ มองรูปวาดของท่านหญิงที่แม้จะเก่าแต่ก็เก็บรักษาไว้อย่างดี น้ำพระเนตรคลอ กะพริบเนตรไม่ให้ไหล ถอนพระทัยยาว...
ทิวากับราตรียืนสำรวมรอรับใช้พระองค์หญิงอยู่มุมหนึ่ง ทิวารำพึงว่าพระองค์หญิงเสด็จเข้าห้องนั้นอีกแล้ว เข้าไปทีไรออกมาพระพักตร์หมองทุกที ราตรีถามว่า จริงหรือเปล่านะที่พวกแม่แกในครัวเล่าว่า พระธิดาหายไปทั้งๆที่ท้องไม่มีพ่อ?
ทิวาปิดปากเพื่อนไม่ให้พูดเพราะเรื่องนี้ไม่ดีต่อชื่อเสียงของวัง ราตรีบอกว่าไม่พูด แต่เชื่อว่ารุ่นคุณหญิงประสงค์สมไม่มีทางทำเสื่อมเสียแบบนั้น
พิริยพงษ์ ไกวัล เป็นพี่ชายของ คุณหญิงประสงค์สม ไกวัล ทั้งสองเป็นหลานย่าลูกของพระญาติที่พระองค์หญิงขอมาเลี้ยง สองพี่น้องนิสัยต่างกัน พิริยพงษ์ทำตัวเป็นหนุ่มเก๋เพลย์บอย แต่หญิงประสงค์สมเรียบร้อยอ่อนหวานเชื่อคนง่ายและเก็บกดเพราะถูกเลี้ยงอยู่ในกรอบ
พิริยพงษ์บอกหญิงประสงค์สมว่า “เราสองคนต้องเตรียมตัวเพื่ออนาคตบ้าง ไม่ใช่จะรอพึ่งใบบุญท่านย่า หลานแท้ๆก็ไม่ใช่” หญิงประสงค์สมติงว่าถึงไม่ใช่ท่านก็ทรงเลี้ยงเราสองคนจะเรียนอะไรท่านก็สนับสนุนอีกหน่อยหญิงเรียนจบก็จะได้ทำงานทำการ พิริยพงษ์ถามว่า “เกิดมาบนกองเงินกองทอง ยังจะดิ้นไปแบกกระสอบข้าวสารให้หนักทำไม เราต้องทำให้กองเงินกองทองมันงอกเงยขึ้นมาเป็นของเราสิ พูดยังไงน้องก็คงยังไม่เข้าใจ เอาไว้พี่ชายจะทำให้ดู”
ooooooo
เมื่อวิศรุตกลับมา เขาต้อนรับฝรั่งทั้งสอง พูด คุยกันอย่างสนิทสนม สโรชาเอาอาหารมาเสิร์ฟพูดบ้างเป็นบางคำ วิศรุตฟังแล้วกระซิบบอกว่าวันหลังจะสอนพูดภาษาอังกฤษให้ชัดๆ
ขณะสโรชากำลังสนุกกับงานที่โฮมสเตย์ สุขใจที่ได้อยู่ใกล้หนุ่มหล่อใจดีนั้น ก็ถูกพิสิฐให้น้ำมนต์โทร.ตาม
น้ำมนต์ไปรอสโรชาที่จุดนัดพบ พอดีประพันธ์ขับรถบุโรทั่งไปยางแตก แม่แรงก็ไม่มี เห็นรถน้ำมนต์จอดอยู่จึงเดินไปหมายจะขอยืมแม่แรง แต่พอน้ำมนต์เห็นคนล่ำหน้าเถื่อนมีรอยสักเดินมาก็กลัวขับรถหนีไปเลย
ประพันธ์เดินเหงื่อไหลไคลย้อยกลับโฮมสเตย์ บ่นว่ารถยางแตกจะไปยืมแม่แรงรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ก็เจอคนใจดำขับรถหนีไปเลย สโรชาสะพายกระเป๋ากำลังจะออกไปหาน้ำมนต์ได้ยินประพันธ์บ่นก็ฉุกคิดว่าคงจะเป็นน้ำมนต์
พอไปเจอกันน้ำมนต์เล่าให้ฟัง สโรชาบอกว่านั่นแหละคือประพันธ์ น้ำมนต์ถามว่าแล้วปฏิบัติการปลอมตัวหารักแท้ของเธอเป็นยังไงบ้าง เมื่อไหร่จะเสร็จเป็นที่พอใจ สโรชาบอกว่าก็บอกแล้วไงว่าขอเวลาเดือนหนึ่ง น้ำมนต์เล่าว่า
“ก็ช่วงนี้ป๊าแกจะเร่งทำโรงแรมใหญ่ เป็นมัลติ–เพล็กซ์โปรเจกต์ยักษ์ แล้วเขาจะให้แกเข้าประชุมด้วยน่ะสิ” สโรชาให้ไปบอกป๊าว่าสะดวกเมื่อไหร่จะเข้าไป “ลำพังป๊าแกก็คงผัดได้แต่เขาบอกว่าเขาเรียกประชุมกรรมการระดมหุ้นให้แกเขียนแผนการตลาดให้เขาหน่อย”
น้ำมนต์เอาแฟ้มเอกสารให้ สโรชารับไปดูหน้าเครียด แต่พออ่านไป...อ่านไป ก็พยักหน้าหงึกหงักขึ้นมา
สโรชาตั้งชื่อโปรเจกต์นี้ว่า “ลิลลี่มัลติเพล็กซ์”
ประพันธ์ยังป้อสโรชาเสมอต้นเสมอปลาย วันนี้ก็เอามือถือรุ่นใหม่มาให้ สโรชาบอกว่าเครื่องเก่าก็ใช้ได้ดีอยู่แล้ว ประพันธ์ยัดเยียดให้จนได้ อวยพรกะลิ้มกะเหลี่ยให้ฝันดี แล้วกลับไป เดินไม่ทันพ้นหน้าห้องสโรชาดีก็เจอวิศรุตเข้า เขาทักว่าพักนี้อารมณ์ดีนะ ถามว่าวันนี้รถยางแตกหรือ ประพันธ์บ่นว่าช่วงนี้คงต้องใช้แท็กซี่ วิศรุต
จึงอนุญาตให้เอารถตนไปใช้เพราะพรุ่งนี้ตนไม่ได้ไปไหนต้องดูแลแขกสองคนนี้ก่อนส่งกลับ บอกว่ากุญแจรถอยู่บนโต๊ะ
“ทำไมเป็นคนใจดีอย่างนี้วะ เกิดมาไม่เคยเจอ” ประพันธ์มองตามวิศรุตไปพึมพำทั้งงงทั้งปลื้ม

พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 1

อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร


พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 1

27 ปีก่อน...
ณ โถงวังเทวาสถิตย์ มีงานพิธีหมั้นจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ดอกไม้สดสวยบานสะพรั่งทุกแจกัน เป็นพิธีหมั้นระหว่าง หม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ กับพันโทวินิตนายทหารหนุ่ม มีวงดนตรีไทยบรรเลงเพลงหวานตลอดเวลา...

พระองค์หญิงวิสุทธิโสภีกับพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ ประทับที่เก้าอี้ประธาน อีกด้านเป็นนายพลผู้มาเป็นผู้ใหญ่ของพันโทวินิต

“ลูกสาวเรายังเด็กนัก นี่ถ้าไม่ใช่ท่านแม่ทัพมาเป็นเถ้าแก่ เห็นทีจะไม่ยกให้ละ” พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์เอ่ย

“เป็นพระกรุณา กระหม่อมเองก็เมตตาผู้พันวินิต พ่อแม่รึก็สิ้นเสียแต่ยังเยาว์ ทิ้งไว้แต่มรดกมากมาย ถึงร่ำรวยเป็นหนุ่มเนื้อทอง ก็น่าสงสาร” นายพลเย้าหยอกสร้างบรรยากาศ

ม.จ.กิรติโสภณ สบตาเขินพันโทวินิตเขินๆ

“เงินทองมีไว้มันก็ดี แต่ถ้าเป็นคนดีมีศีลมีธรรม รักเดียวใจเดียว จะยิ่งวิเศษ จริงไหมคะ” พระองค์หญิงเอ่ย

“จริงที่สุดกระหม่อม” นายพลยิ้มแย้ม ผู้ใหญ่

ทั้งสามสรวลเสกันอย่างรื่นรมย์

พระองค์หญิงหันไปมองนาฬิกา เป็นเวลา เก้าโมงห้านาที

ooooooo

ที่ห้องเตรียมอาหารในวัง...

สาวใช้ทยอยยกถาดอาหารจากในครัวมาตั้งเตรียม ทิวาเอ่ยกับราตรีและเพื่อนๆว่า

“ทรงสนทนารอฤกษ์อยู่ เร็ว...เร้ว...จะสวมแหวนแล้ว พวกเราออกไปดูกัน” บรรดาสาวคึกคักตื่นเต้น ทิวากับราตรีประคองถาดเครื่องน้ำชาและของว่างเดินตามกันออกไปวางที่มุมโถง แล้วรีบลงนั่งชะเง้อดูพิธีอย่างปลาบปลื้ม

พระองค์หญิงเหลือบมองนาฬิกา ใกล้จะเก้าโมงเก้านาทีแล้ว จึงหันมองท่านนายพล

“สวมแหวนท่านหญิงได้แล้ว วินิต” ท่านนายพลเอ่ย พันโทวินิตหยิบแหวนจากกล่องที่เปิดอยู่ หยิบแหวนออกมา เอื้อมไปรับมือท่านหญิงที่ค่อยๆยื่นออกมา แหวนกำลังแตะที่ปลายนิ้วนางเรียวงาม

“หยุดเดี๋ยวนี้!!” เสียงแหลมปานฟ้าผ่าดังก้องจนทุกคนสะดุ้ง “ฉันไม่ยอมให้คุณหมั้นกับใครเด็ดขาด คุณวินิต!”

พระองค์หญิงตวาดถามว่า “เธอเป็นใคร บังอาจเข้ามาแสดงกิริยาหยาบในวังของฉัน”

“กราบขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันชื่อจริยา เป็นภรรยาของคุณวินิต”

“หล่อนเป็นเมียผู้ชายคนที่กำลังจะหมั้นกับลูกสาวฉันงั้นรึ!” พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ลุกยืน

“ไม่ใช่แค่เมียเพคะ แต่กำลังเป็นแม่ของเด็กในท้องนี่” จริยาก้มมองท้องตัวเอง

“ท้อง!!” หม่อมเจ้าหญิงอุทาน มองหน้าวินิต ในขณะที่จริยายังประกาศให้รู้ทั่วกันว่า

“ใช่! ฉันจำเป็นต้องมาทวงสิทธิ์ให้กับลูก...ไม่ให้น้องเกิดมาโดยไม่มีพ่อ!”

วินิตหน้าซีดสนิทมองหน้าหม่อมเจ้าหญิงขยับถอยออก พยายามจะชี้แจงว่าตนไม่...ไม่...จริยาถามทันทีว่า

“ไม่ปฏิเสธใช่ไหมคะคุณวินิต ว่าคุณกับฉันเป็นอะไรกัน คุณก็รู้ว่าคุณไม่มีสิทธิ์แต่งงานกับใคร นอกจากฉัน!”

ท่านนายพลลุกยืนค้อมไหว้พระองค์เจ้ามรุพงษ์และพระองค์หญิงซึ่งยืนหน้าตึงเครียด หม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณร้องไห้วิ่งหนีออกไปจากโถงขึ้นห้องบรรทม จริยามองตาม ยิ้มอย่างพอใจ ส่วนวินิตพยายามหว่านล้อมจริยา

“ออกไปจากวังของฉันไป ไปให้พ้น แล้วอย่ามาเหยียบที่นี่อีก!!” พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ตวาดไล่

พันโทวินิตกราบบาทแล้วถอยออก จริยาสะบัดตามไป ท่านนายพลเดินตามออกไปอีกคน

ทุกคนในงานแตกตื่นตกใจ พระองค์เจ้ามรุพงษ์ เหวี่ยงหัตถ์ปัดแจกันดอกไม้แตกกระจาย ดอกไม้ที่เบ่งบานกลีบปลิดปลิวกระจาย...

ooooooo

หม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ...นอนร้องไห้น้ำตาไหลพราก...ลุกเดินไปที่หน้าต่าง...ก้มมองท้องตัวเอง... เศร้า...เครียด...

ที่หน้าห้องบรรทม พระองค์เจ้ามรุพงษ์กับพระองค์หญิง เดินไปมาเครียดหนัก...

“ลูกหญิงไม่ออกจากห้องเลยเพคะ”

“ไอ้ผู้ชายสารเลว มีเมียมีลูกแล้วยังมีหน้าพาแม่ทัพภาคมาสู่ขอลูกเรา”

“ลูกหญิงรักผู้ชายคนนี้มากด้วยเพคะ”

“นี่ถ้ามันมาทำผิดประเพณีกับลูกเรา แบบที่ทำกับผู้หญิงคนนั้นล่ะก็...จะฆ่าเสียให้ตายทั้งคู่เลย”

หลังประตูในห้องบรรทม... ม.จ.กิรติโสภณ ได้ยินทุกถ้อยคำที่พ่อพูด ก้มมองท้องตัวเองอย่างหวาดหวั่น...

คืนหนึ่งหลังจากนั้น... ม.จ.กิรติโสภณ เก็บเสื้อผ้าจากตู้ หยิบกล่องแหวนในโต๊ะออกมาเปิดดูแล้ววางในกระเป๋าเดินทาง เปิดหน้าต่างมองออกไปเบื้องล่างอย่างระแวดระวัง...

“หม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ จำเป็นต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต แบบที่คนไทยเรียกว่าไปตายเอาดาบหน้านั่นแหละ...” แนนซี่เพื่อนรักของหม่อมเจ้าหญิงที่อยู่อังกฤษ รำพึงอย่างเข้าใจและเห็นใจ

จนเมื่อเวลาผ่านไป...แนนซี่มองหม่อมเจ้าหญิงเพื่อนรัก ที่ไกวเปลกล่อมทารกเพศชาย แนนซี่เอ่ยยิ้มๆ...

“เธอเลือกที่จะเลี้ยงเด็กชายน้อยคนนี้เพียงลำพังในต่างแดน อาจเป็นเพราะเธอรักผู้ชายคนนั้นมาก จนไม่อยากให้บิดาไปทำร้ายเขา หรืออาจจะเพราะเธอต้องการรักษาพระเกียรติของสกุลวงศ์...” จนเวลาผ่านไป 6 ปี จึงได้รับคำตอบว่า

“ทั้งสองอย่างนั่นแหละ ฉันต้องหักใจอย่างมากที่จะไม่ติดต่อกลับไปหาใครที่เมืองไทยอีก...” ม.จ.กิรติ นอนมองเด็กชายวิศรุตวัย 6 ขวบที่นั่งเล่นอยู่บนเตียงข้างกาย “ลูกอาจจะเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจอะไรที่เราเล่านะแนนซี่ แต่ฉันอยากให้เขารู้ไว้บ้าง...เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด...ฉันอยากจะฝากฝังเขาไว้กับเธอ จนกว่าจะถึงเวลาที่เขาโตพอจะกลับไป...”

แนนซี่ถามว่ากลับทำไม ที่ผ่านมาเธอเคยส่งจดหมายไปก็ไม่มีใครตอบมา แม้เด็กชายวิศรุตจะยังเด็กมากแต่ก็พยายามจำคำพูดของแม่ที่พยายามพูดกับแนนซี่ทั้งที่ไอหนักเป็นระยะ

“มันอาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง...ยังไงเสีย เขาก็ต้องกลับไปทวงสิทธิ์ของเขา” ม.จ.กิรติพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เอื้อมหยิบกล่องแหวนที่หัวเตียงหยิบแหวนออกมา “แหวนนี่จะทำให้เขาได้รับสิ่งที่เขาควรได้รับ ...แหวนเทวาสถิตย์” เอ่ยแล้วพยายามสวมแหวนให้วิศรุต แต่แหวนร่วงจากมือ วิศรุตคว้าไปถือไว้

“รอโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนค่อยใส่จ้ะ ไม่ต้องห่วงหรอกนะหญิงกิรติ...ฉันจะทำตามที่เธอต้องการ จะดูแลลูกชายเธอ จนกว่าเขาพร้อมที่จะกลับไป”
เป็นคำมั่นสัญญาจากเพื่อนรักก่อนที่ ม.จ.กิรติจะจากไป

จนเมื่อประกอบพิธีศพที่อังกฤษเสร็จ แนนซี่กับเด็กชายวิศรุต ออกจาก Funeral Home มือประคองโถอัฐิหน้าเศร้า วิศรุตมือถือช่อลิลลี่ แนนซี่ถามวิศรุตขณะมาขึ้นรถว่า

“จำได้ไหม ว่าแม่สั่งอะไรไว้”

“จำได้ฮะ...ผมไม่อยากโตเลย...”

ooooooo

20 ปีต่อมา...เรือลำหนึ่งแล่นมาจอดที่ท่าน้ำ วิศรุต หนุ่มหล่อ เท่ ก้าวขึ้นท่าน้ำ หยุดมองตัวบ้านเบื้องหน้านิ่ง

พลันก็ชะงัก เมื่อธาราเดินตรงมาหาในมือถือแอร์เมล

“คุณวิศรุต...ไปขับเรือเล่นเหรอคะ จดหมายค่ะ มาส่งเดี๋ยวนี้เอง”

วิศรุตรับจดหมายไปแกะอ่าน เป็นจดหมายของแนนซี่ที่เขียนด้วยลายมืออย่างสวยงาม

“หลานรัก...หวังว่าหลานคงสนุกกับชีวิตที่เมืองไทย ส่วนป้าสบายดีและกำลังจะเดินทางไกลไปเที่ยวทิเบตกับเพื่อนๆ หลานคงรู้ว่าป้าเกลียดอินเตอร์เน็ต ดังนั้นเราคงไม่ได้ติดต่อกันอีกสักพัก...ที่เขียนมาครั้งนี้ ก็เพื่อจะเตือนไม่ให้หลานลืมคำสั่งของแม่ว่าให้มาเมืองไทยเพื่ออะไร อย่ามัวเพลินกับการใช้ชีวิต จนลืมเป้าหมายของชีวิตนะหลานรัก...ป้าจะเขียนมาอีกครั้ง เมื่อกลับจากทิเบตจ้ะ ...รัก...แนนซี่”

วิศรุตถอนใจ พับจดหมายช้าๆ มองแหวนที่สวมอยู่อย่างใช้ความคิด

“อย่าลืมไปรับแขกที่สนามบินนะคะ ธาราเตรียมห้องพักไว้พร้อมแล้ว” ธาราที่แอบมองปลื้มอยู่เดินมาเตือน

“ไม่ลืมหรอก จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” วิศรุตบอก พลางเดินผ่านพลับพลึงกอเล็กๆที่มีป้ายเขียนไว้ว่า

“Greenery Homestay”

ooooooo
ที่สนามบินสุวรรณภูมิ...
ท่ามกลางผู้คนที่ลากกระเป๋าเดินกันขวักไขว่นั้น สโรชา สุนทรเกษม สาวสวยเปรี้ยวปรี๊ด เดินพลางหยิบโทรศัพท์กดโทร.ออกบอกเพื่อนที่เมืองนอกอย่างร่าเริง...
“Hello...ฉันมาถึงเมืองไทยแล้วนะ แกจะตามมาเมื่อไหร่...ไม่ล่ะ...ฉันไม่เข้าบ้านหรอก เหม็นหน้าคน ฉันจะไปนอนโรงแรม แกอย่าบอกป๊าแล้วกันว่า ฉันกลับมาแล้ว...”
สโรชาเดินสวยเชิดเข็นรถมาโดยไม่มองทาง เกือบเฉี่ยววิศรุตที่เดินสวนมา ดีแต่เขาเอี้ยวตัวหลบทัน
“Hey! You!”
“Hey! I’m sorry sorry” วิศรุตเอ่ย พอจะเดินก็นึกได้ “no! It’s you, not me to say I’m sorry”
พอสโรชามองหน้าวิศรุตเต็มตาก็ตะลึงในความหล่อเท่ของเขา อุทานตาโต
“Oops!” แล้วแกล้งทำเสียงฝรั่งพูดไทย “ก็ได้ค่ะ ขอโทษค่ะ ฉันผิดเองค่ะ ขอโทษ”
“ครับไม่เป็นไร ผมก็ขอโทษเหมือนกัน” วิศรุตหายโกรธและไม่ติดใจ ค้อมศีรษะให้แล้วเดินไปโบกมือทักทายลูกทัวร์ที่เดินตรงมาหา
สโรชาถอดแว่นกันแดดอันโตออก มองตามวิศรุตไปราวกับต้องมนต์...
สโรชาไปเช็กอินที่โรงแรมของพิสิฐผู้เป็นพ่อ ขณะกำลังยื่นพาสปอร์ตให้พนักงาน พิสิฐเดินมา พนักงานยกมือไหว้พิสิฐตลอดทาง สโรชารีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น จนเมื่อพิสิฐเดินผ่านไปแล้ว เธอจุ๊ปากกับพนักงานบอกเบาๆ
“อย่าบอกป๊าว่าลูกสาวมาพักที่นี่...ตกลงไหม” พลางวางแบงก์ร้อยดอลลาร์ ใช้นิ้วดันเลื่อนไปให้พนักงาน แต่พนักงานดันกลับ ยิ้มให้บอกว่า
“เรารักษาความลับให้แขกที่มาพักค่ะ”
สโรชายกนิ้วโป้งให้ เซ็นชื่อในเอกสารแล้วผละออกมา เบลบอยรับกุญแจแล้วเดินนำไป...
ooooooo
พอเข้าห้อง สโรชาทิปพนักงานแล้วสั่ง อีกสามชั่วโมงตนจะออกไปช็อปปิ้งจัดรถไปส่งด้วย
จากนั้นเดินสำรวจความสะอาดเรียบร้อยของห้องอย่างละเอียด ชมว่าเรียบร้อยดีมาก แล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ
ตรงกันข้ามกับบ้านวิศรุต กลับถึงบ้านเขาอาบน้ำที่ลานอาบน้ำกลางแจ้ง ใช้ฝักบัวเปิดน้ำแรงพุ่งราดตัว น้ำไหลเป็นสายไปตามแผ่นหลังกว้าง ธารามองจากด้านหลัง ตะโกนบ่น
“แบบนี้ได้ยังไงคะ ไปรับแขก แต่ไม่ได้แขกกลับมา ปล่อยให้เขาไปเที่ยวที่อื่นก่อนอย่างนี้ก็จัดบ้านเก้อสิคะ”
วิศรุตอาบน้ำเสร็จคว้าผ้าขนหนูคลุมตัวเดินออกจากลานอาบน้ำ พูดอย่างไม่ทุกข์ร้อนว่า
“ไม่เก้อหรอก เขาไปฟังเพลงที่หัวหินแค่สองคืน มะรืนก็มา” ธาราถามเสียงสูงว่าแล้วที่จองไว้วันนี้ล่ะ? “จองไว้ก็เปลี่ยนได้ เราทำโฮมสเตย์ตามใจแขก ไม่ซีเรียส” ธาราบ่นว่าแบบนี้ก็ขาดทุนตาย “ขาดทุนอะไร บ้านของเราเอง มีคนมาพักก็ได้เงิน ถึงไม่มีคนมาพักเราก็จัดบ้านสวยๆ สะอาดๆ แค่นี้ก็กำไรแล้ว”
“คิดซะอย่างนี้เมื่อไหร่จะรวย”
“รวยแล้วเหาะได้ไหม ธารา” วิศรุตถามยิ้มๆ ธาราเถียงไม่ออก พอวิศรุตเดินไปธารานึกได้รีบเดินตามไปต่อปากต่อคำว่า ตนก็ไม่ได้อยากเหาะได้หรอก แต่ทำโฮมสเตย์มาสองปีรายได้ไม่คุ้มรายจ่าย อยากถามว่าทำไปเพื่อ... “เพื่อให้บ้านไม่เหงา...จริงๆนะ ฉันเคยอยู่ตัวคนเดียวมานาน พอมีโอกาสก็อยากมีเพื่อนเยอะๆ บ้านนี้ยังรับคนได้อีกมาก”
“มิน่า ถึงได้รับไอ้พวกนี้มานั่งขุดเห็ดช้อนผักตบ ก็ดีค่ะรู้อย่างนี้แล้วธาราจะได้ไม่บ่นอีกเวลาคุณลดแลกแจกแถมให้ราคาพิเศษลูกค้า” ธาราพูดๆบ่นๆ แล้วหันไปค้อนใส่ริดกับจ้อน สองหนุ่มวัยนมแตกพานตัวดำเป็นเหนี่ยงที่ทำสวนอยู่
วิศรุตเดินไปที่กอพลับพลึงหน้าบ้าน เห็นกอพลับพลึงไหวๆ มีรอยย่ำใกล้ๆ ธาราร้องบอกว่าอย่าลุยเข้าไป รีบเอาไม้ให้วิศรุตแหย่ไม้เข้าไปเขี่ยๆ แมวกับหมาวิ่งไล่กันออกมา วิศรุตบ่นว่ากอพลับพลึงพังหมด
“ริชาร์ด จอห์นนี่ มาจัดการเกลี่ยดินตรงนี้ด้วย” ธาราบอกว่ามันชื่อไอ้ริดกับไอ้จ้อน เลยถูกริดกับจ้อนถามว่าตัวเองชื่อทะเล่อทะล่า แล้วมาเปลี่ยนเป็นธาราใช่ไหมล่ะ ธาราด่าแก้เขิน จ้อนกับริดแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหยอกกันขำๆ วิศรุตยิ้มมีความสุขกับการหยอกล้อกันของทั้งสาม
ooooooo
สโรชาไปเดินห้าง เธอพอใจกับความใหญ่โตโอ่โถง เดินเข้าร้านเสื้อผ้าชี้ดะเอาตัวนี้ ตัวนั้น ตัวโน้น จนพนักงานใส่ถุงให้หิ้วเต็มสองมือ เดินไปแผนกของประดับบ้านเห็นของประดับชิ้นหนึ่งมีลายธงชาติอเมริกาก็นึกถึงน้ำมนต์...
ก่อนกลับเมืองไทย น้ำมนต์ถามว่าจะไม่ไปเที่ยวกันก่อนหรือ สโรชาบอกว่าไม่อยากไปเป็น กขค.ของเธอ
“ทำอย่างกับไม่เคยไปด้วยกัน แต่ก็ดีนะ ป๊าแกจะได้หายคิดถึง” สโรชาเบ้หน้าบอกว่าไม่เห็นอยากเจอเลย “ไอ้ลี่ แกจบโทมาร์เก็ตติ้ง ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะที่จะมางอนเรื่องพ่อมีเมียใหม่น่ะ”
“มีได้ แต่ต้องไม่ใช่คนนี้ ฉันรับไม่ได้ คอยดูนะฉันจะแกล้งไม่กลับบ้านต่อไปเรื่อยๆ ใช้เงินป๊าไปเรื่อยๆ...เรื่อยๆ”
“ไอ้บ้าเอ๊ย” น้ำมนต์ด่าขำๆเอือมๆ ซื้อของจนหิ้วเต็มสองมือแล้ว สโรชามาเรียกแท็กซี่กลับโรงแรม ระหว่างนั่งในรถคนขับขยี้จมูกแบบคนติดยาแต่สโรชาไม่ได้สังเกต ได้ยินเสียงคนขับพูดโทรศัพท์ “เออ...รีบอยู่...จวนถึงแล้ว...”
จู่ๆคนขับก็จอดรถข้างทางรับชายคนหนึ่งขึ้นนั่งข้างหน้า สโรชาตกใจ คนขับบอกว่าไม่มีอะไร เพื่อนขอติดรถไปส่งรถด้วย เธอได้แต่พึมพำงงๆ “มีงี้ด้วยเหรอ?!”
แต่พอนั่งๆไปสโรชารู้ว่าคนขับพาไปนอกเส้นทาง พอเธอถามมันบอกว่าจะไปส่งรถ
“เอ๊า...บ้ารึเปล่า ถ้าจะรีบไปส่งรถก็จอดให้ฉันลง ฉันจะได้ไปคันอื่น”
สโรชาจะเปิดประตูรถ ปรากฏว่าล็อก พอเธอโวยวายก็ถูกเพื่อนคนขับที่ขึ้นมาเผยตัวเป็นโจร จับเธออุดปากกระชากเข้าไปแล้วชักปืนออกมาขู่ “อยู่นิ่งๆถ้าไม่อยากตายตอนนี้”
เวลานั้นฝนเริ่มตกปรอยๆแล้วหนักขึ้นทุกที ชายคนนั้นเร่งคนขับให้รีบไป บ่นว่าจะทำงานยังจะรับอีนี่ขึ้นมาอีก คนขับบอกว่าดูท่ามันเงินหนาหน้าตาก็ขายได้ ถือว่าแถมๆก็แล้วกัน
คนขับทิ่มรถเข้าไปจอดในหลืบมืดที่เต็มไปด้วยต้นไม้ แล้วมันก็จะปล้นเงิน แต่เพื่อนคนขับเห็นสโรชาขาวอวบก็หื่นขึ้นมา สโรชาทั้งดิ้นทั้งตะโกนให้ปล่อย ถูกมันตบจนหน้าหัน สโรชาฉวยโอกาสที่คนขับกับเพื่อนเถียงกัน คนขับจะรีบไปทำงานให้เสร็จแต่เพื่อนหื่นหน้ามืด เธอฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีไปท่ามกลางสายฝนกระหน่ำแรง
พวกมันวิ่งไล่ตาม แต่สโรชาซุกตัวเข้าไปในพลับพลึงกอใหญ่ มันหาไม่เจอจึงพากันกลับ สโรชาทั้งกลัวทั้งหนาวจนเป็นลมหมดสติไปในกอพลับพลึง...
ooooooo
เช้านี้ วิศรุตมาวิ่งออกกำลังตามปกติ แต่พื้นดินค่อนข้างแฉะ เชือกรองเท้าหลุด ขณะเขาก้มผูกเชือกรองเท้าเห็นบริเวณกอพลับพลึงมีรอยย่ำ นึกว่าหมาเมื่อวานมาย่ำอีก แต่พอมองเข้าไปในกอพลับพลึง เขาตกใจเมื่อเห็นหญิงสาวนอนอยู่!
วิศรุตจับตัวเขย่า สโรชาสะดุ้งตื่นร้องอย่างขวัญเสีย
“อ๊าย...ปล่อยนะ...อย่ามาจับตัวฉัน...”
ธาราได้ยินเสียงผู้หญิงร้องจึงวิ่งจากครัวออกไปดู เห็นวิศรุตจับสองมือของสโรชาไว้ เธอดิ้นขลุกขลักจนล้มไปด้วยกัน วิศรุตฉุดขึ้นมา ธารามองอย่างไม่ไว้ใจ บอกวิศรุตว่าไม่น่าไว้ใจ คนดีๆที่ไหนจะมานอนซุกอยู่ข้างทาง ถามว่าเธอเป็นใคร แต่สโรชามัวจ้องหน้าวิศรุตนึกไม่ออกว่าเคยเห็นหน้าที่ไหน
“ลูกเต้าเหล่าใคร? บ้านอยู่ไหน? จะพาไปส่ง” วิศรุตถาม พอสโรชาได้ยินว่าจะพาไปส่งบ้านก็ปฏิเสธไม่เอาไม่ต้อง ทั้งสี่รุมกันถามว่าทำไมไม่ต้อง เป็นพวกไร้บ้านหรือโจร สโรชาในสภาพอ่อนเพลียเห็นทุกคนจ้องอยู่ก็โงนเงนแล้วทรุดฮวบลง วิศรุตรับไว้ทันแล้วพาเข้าไปนอนพักที่โซฟาในบ้าน
ธาราถามว่าจะให้แม่คนนี้นอนอย่างนี้อีกนานแค่ไหน เขาบอกว่าจนกว่าจะตื่น ไม่เป็นไรเพราะวันนี้เราไม่มีแขก ธาราเลยจะปลุกขึ้นมาถามให้รู้เรื่องว่าเธอเป็นใครมาจากไหน แต่พอแตะตัวก็สะดุ้งเพราะสโรชาตัวร้อนจี๋ ถามว่าจะเอาอย่างไรดี จะเรียกตำรวจหรือตามหมอ

“เอางี้ ไปเอากะละมังใส่น้ำมา ขอผ้าขนหนูเล็กผืนนึง ฉันจะเช็ดตัวลดไข้”

ธาราเดินไปเอาของตามที่บอก วิศรุตเห็นสภาพสโรชาที่เปรอะเปื้อนมอมแมมเต็มไปด้วยโคลน มองตัวเองสภาพก็ไม่ต่างกัน เขาจึงถอดเสื้อตัวเองออกพลางเดินไปทางห้องนอน เขาใส่เสื้อกล้ามตัวเดียวออกมาเพื่อเช็ดตัวให้สโรชา

พอเธอรู้สึกตัว เห็นหน้าวิศรุตก็จ้องมองจำได้ว่าเป็นคนที่เคยเจอ...พลันก็พยายามลุกขึ้น

“ลุกได้แล้วเหรอ แม่พลับพลึง” วิศรุตทัก สโรชาถามว่าใคร? พลับพลึง? “ก็เรานั่นแหละ มุดไปซุกเป็นลูกหมาอยู่ในดงพลับพลึง ไหนเล่าให้ฟังซิ ว่าไปยังไงมายังไง” พลางชุบผ้าขนหนูบิดหมาดๆ โปะที่หน้าผากเธอ สโรชายังมึนๆ เอามือแปะมือเขาไว้ วิศรุตดึงมือตัวเองออก แล้วบอกให้ตอบคำถามตน

“ข้อแรก เธอมาจากไหน” สโรชาตอบมึนๆว่ามาจากเมืองนอก เขาได้ยินเป็นบ้านนอกถามว่าจังหวัดอะไร พอสโรชาบอกว่าแอลเอ วิศรุตพูดขำๆว่า “เล่นคำซะด้วย แอลเอ ร้อยเอ็ด” ถามต่อว่าแล้วเธอชื่ออะไร

“เอาเหอะ เมื่อกี๊คุณเรียกฉันว่าอะไร ฉันก็ชื่อนั้นแหละ” วิศรุตถามว่าเรียนหนังสือหรือทำมาหากินอะไร สโรชาตอบเสียงแผ่วว่า เรียน...ตลาด... “อะไรนะตลาด ขายของอยู่ในตลาดงั้นเหรอ ขายอะไรล่ะ ตลาดไหน”

สโรชาอ่อนใจ พยายามเรียกสติตั้งหลักจะเริ่มเล่า...

“คือยังงี้ค่ะ...”

วิศรุตจ้องเป๋ง ทั้งอย่างคาดคั้นและจับพิรุธ

ooooooo

ฟังสโรชาเล่าเรื่องที่ตนเผชิญมาในวันนี้แล้ววิศรุต ถามว่า

“สรุปว่าเธอหลงทางในกรุงเทพฯ แล้วก็เลยโดนโจรในคราบแท็กซี่หลอกมาปล้น” สโรชาบอกว่ามันจะปล้ำด้วย “ดีนะที่รอดมาได้ เธอจะไปแจ้งความไหมฉันจะพาไป”

สโรชาส่ายหัวดิกอ้างว่าตนไม่อยากดัง ทำตาเศร้าถามว่าเขาจะไล่ตนไหม วิศรุตถามว่าเธอมีที่ไปไหมล่ะ ตนจะไปส่งที่หมอชิตกลับร้อยเอ็ดก็ได้ สโรชาพูดไม่ออกเฉไฉทำเป็นจัดหนังสือท่องเที่ยวที่วางอยู่บนโต๊ะ วิศรุตเห็นท่าทางแล้วบอกว่า

“งั้นฉันก็คงไล่เธอไม่ลงหรอก” พูดแล้วลุกไปสโรชาเอานิ้วกลางไขว้นิ้วชี้ขึ้นมาตรงหน้า ลุ้นว่าจะเป็นยังไงต่อไป

เมื่อตัดสินใจให้อยู่ด้วยแล้ว วิศรุตเอาเสื้อทีเชิ้ตกับกางเกงเลยัดใส่มือสโรชาไล่ให้ไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวค่อย

ว่ากัน เตือนว่าอย่าอาบนานล่ะเดี๋ยวไข้ขึ้นอีกจะยุ่ง

พอเข้าไปอาบน้ำ ถูกอึ่งอ่างที่อยู่ในห้องน้ำกระโดด เกาะขา เธอตกใจร้องลั่นคว้าผ้าขนหนูคลุมวิ่งฟองแชมพูเต็มหัวออกจากห้องน้ำ

ที่กรีนเนอรี่ โฮมสเตย์นี้ นอกจากริดกับจ้อนแล้วมีประพันธ์ เซลส์แมนมือทองอารมณ์ดีขี้เล่นและขี้หลีเจ้าชู้ไก่แจ้เจอสาวเป็นป้อใส่ กับสุทิศ หนุ่มชนบททิ้งบ้านมาหางานทำและวิศรุตช่วยไว้ รวมทั้งธาราหนุ่มหน้าสวย

รักงานบ้านงานเรือน ได้ยินเสียงร้องของสโรชาก็วิ่งมาดูเธอบอกปากคอสั่นว่า

“เอ่อ...ในห้องน้ำมี...มีคางคก...เอ่อ...กบ...เอ่อ...เขียด” เธอนึกอะไรได้ก็บอกหมดเพราะไม่รู้ว่ามันคืออึ่งอ่าง!

ประพันธ์เข้าไปดูเจออึ่งอ่างพองลมตัวกลมอยู่ จึงหยิบเหวี่ยงออกไปนอกรั้วไม้ระแนง สโรชามองอึ้งแล้วเข้าห้องน้ำไป ประพันธ์ชะเง้อคอยาวจนสุทิศกับธาราเรียกปรามจึงสะดุ้งหันกลับมาทำหน้าเหลอหลา

เมื่อประพันธ์กับสุทิศรู้ว่าวิศรุตรับสโรชาที่เขาเรียกเธอว่าพลับพลึงให้อยู่ที่โฮมสเตย์ด้วย ก็ยินดีเพราะทั้ง ประพันธ์และสุทิศแม้กระทั่งธาราที่ได้งานทำก็เพราะวิศรุตช่วยหางานให้ทั้งนั้น แต่ทั้งสามถือว่าพวกตนเป็นรุ่นพี่ จึงใช้งานสโรชาเป็นการรับน้องใหม่ ประเดิมที่โต๊ะอาหารเย็นนี้ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยธารา

แต่วิศรุตไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่าง ให้มานั่งกินข้าว ด้วยกัน พอสโรชาตักผัดกะเพราเข้าปากก็คว้าน้ำดื่มแทบไม่ทันเพราะเผ็ดจนปากสั่น วิศรุตบอกว่าแถวบ้านเธอน่าจะกินอาหารรสจัด แต่ก็บอกว่า

“จะกินอะไรก็ช่วยๆกันทำกับธาราแล้วกันระหว่างนี้ไม่มีแขกพักก็ฝึกงานไป ถ้าเธอทำงานคล่อง ธาราเขาก็จะเหนื่อยน้อยลง”

“แต่ถ้าไม่คล่องก็หาที่อยู่ใหม่” ธาราพูดหน้าตาเฉย พอถูกสุทิศกับประพันธ์เรียกปรามก็ทำไม่รู้ไม่ชี้บอก

สโรชาให้รีบกินเดี๋ยวจะได้เริ่มงานกัน

พอกินอาหารเสร็จเข้าครัว ธาราก็ยืนชี้นิ้วเป็น รุ่นพี่สอนให้สโรชาทำโน่นนี่นั่นสบายอารมณ์

สายๆก็ให้ไปกวาดกิ่งไม้ใบไม้ที่ถูกลมฝนร่วงเมื่อคืน ให้กวาดเก็บโกยใส่ถังเอาไปหมักทำปุ๋ย สโรชา

ถามทึ่งว่าที่นี่ทำปุ๋ยด้วยหรือ ธาราบอกว่าทำเองเพราะที่นี่ เป็นกรีนโฮมสเตย์ ถามว่ารู้จักรึเปล่า กรีนน่ะ...กรีน... แต่พอสโรชาพึมพำว่า

“อ๋อ...Eco Tourism ทำไมจะไม่รู้จัก”

ธาราฟังแล้วงงถามว่าอะไรนะ พูดใหม่ซิ สโรชา

ทำเหลอหลาไม่รู้เรื่องเฉไฉกวาดใบไม้งุดๆ

“กวาดเข้า กวาดรวมไว้ทางโน้น” ธาราสั่งการ สโรชาก้มหน้าก้มตากวาด พอเงยหน้าอีกธาราหายไปแล้ว ส่วนริดกับจ้อนซนเป็นทโมนปีนต้นไม้เล่นกันสนุกสนาน

ooooooo

แม้จะตัดสินใจอยู่ที่โฮมสเตย์แล้ว แต่เจอพวก ที่อยู่ร่วมด้วยแต่ละคนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน สโรชาก็ยังลังเล ครั้นจะกลับไปก็เสียเหลี่ยม ตัดสินใจอยู่รบกับกะเทยสักตั้งดู

สโรชาลากเข่งที่ใส่ใบไม้ออกมา ประพันธ์แถเข้ามาช่วยแต่แทนที่จะคว้าเข่งกลับคว้าทั้งมือทั้งเข่ง ทำเป็นพูดตื่นเต้น

“โอ๊ย...มาถึงก็ขยันขันแข็ง มาครับ ผมช่วยดีกว่า ไอ้จ้อนไอ้ริดหนีไปเล่นอีกละสิ โธ่...น้องใหม่ ตัวสักกะตี๊ดเดียว ธาราก็ช่างใจร้ายเนาะ ใช้งานหนักตั้งแต่วันแรก”

“ไม่ทำวันแรก จะอู้ไปทำเมื่อไหร่ แล้วจะต้องดูฤกษ์ดูยามก่อนรึไง ถึงจะทำงานได้ กินข้าวยังต้องกินทุกวัน งานก็ต้องไปทำทุกวันเหมือนกัน ใครจะทำวันหยุดสองวันเหมือนคุณประพันธ์ล่ะ ไม่เคยได้ยินรึไง อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้น...”

“ควายยยยให้ลูกท่านเล่น” ประพันธ์ต่อให้จบ

แล้วโวย “โอ๊ย...เหนื่อยมั่งไหม ยืนอู้น่ะ”

“ใครว่าอู้ นี่กำลังสอนงานง่ายๆ เดี๋ยวเสร็จจากนี่จะพาไปตรวจโรงผัก ไปขัดท่าน้ำ แล้วก็ล้างรถให้คุณวิศรุต จากนั้นก็จะพาเข้าครัวเตรียมอาหารเย็น เสร็จแล้วจะให้ไปจัดห้องพักแขก เผื่อพรุ่งนี้มีทัวร์มาลงจะได้ไม่ต้องให้แขกรอนาน”

สโรชาอ้าปากค้างกับงานที่จะต้องทำ ประพันธ์หมั่นไส้ ด่าว่า “เยอะ! เยอะ ปกติแกกับไอ้จ้อนไอ้ริด

ทำทุกอย่างพวกนี้เสร็จในครึ่งวันรึเปล่า” ธาราทำหน้าตายบอกว่าก็ค่อยๆทำไป วันละหน่อย วันไหนพวกเขาหยุดก็มาช่วยกันไง ประพันธ์พยักหน้าอย่างรู้ทันความกะล่อน ของธารา เลยไปช่วยสโรชาโกยใบไม้ใส่เข่ง

วิศรุตสังเกตอากัปกิริยาของสโรชาตลอดเวลา

เมื่อกลับมาที่ห้องพัก เป็นห้องโล่งๆ มีเตียงที่นอนสะอาด มีตู้หลังหนึ่งกับโต๊ะหนึ่งตัว ธาราบอกว่า

“ห้องนี้ของเธอ คงอยู่ได้นะ พลับพลึง”

“เหนื่อยชะมัด พลับพลึง...ลิลลี่ พลับพลึง ชื่อนี้ก็เก๋ดีเหมือนกันนะ” สโรชาพึมพำกับตัวเอง แล้วกระโจน

นอนแผ่บนเตียง หลับตาลงอย่างหมดแรง...

ooooooo

นอนที่โฮมสเตย์ที่จัดอย่างง่ายๆ แต่สะอาดแล้ว สโรชาอดคิดถึงอดีตไม่ได้...

เวลานั้นเธออยู่ในวัย 5-6 ขวบ เธอนอนอยู่บนเตียง ละเมอร้องไห้สะอึกสะอื้น พิสิฐกับลัดดาในชุดไว้ทุกข์เดินเข้ามาปลุก สโรชาสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นผวาถามว่าแม่ไม่อยู่แล้วตนจะอยู่กับใคร

พิสิฐบอกว่าอยู่กับป๊าไง ลัดดาก็บอกว่าอยู่กับน้าด้วย จะให้เป็นน้าเป็นแม่ได้ทั้งนั้น

ลิลลี่มองพ่อกับลัดดาสลับไปมางงๆ ส่วนพี่เลี้ยงยืนดูอยู่ห่างๆ

หลายปีต่อมา เมื่อสโรชาเรียนอยู่ในชั้นมัธยม เธอปะเหลาะพิสิฐขอไปเรียนเมืองนอก สัญญาว่าจะตั้งใจเรียน พิสิฐถามว่าทำไมไม่รอให้เรียนจบมัธยมก่อน

“ไปเมื่อไหร่ก็เหมือนกันล่ะค่ะป๊า... ถึงอยู่เมืองไทย ป๊าก็ส่งลูกไปโรงเรียนประจำอยู่ดี” พิสิฐบอกว่าลูกขอไปเองป๊าก็ตามใจลูกไง “งั้นตอนนี้ ป๊าก็ตามใจลูกอีกสิคะ ลูกอยากเรียนเมืองนอกค่ะ” สโรชาอ้อน

“ลูกไม่ชอบน้าลัดดาใช่ไหม”
สโรชาชำเลืองไปทางลัดดา ไม่ตอบคำถามแต่พูดว่า “ลูกสัญญาว่าลูกจะกลับมาช่วยป๊าทำงานเมื่อเรียนจบค่ะ คนมีการศึกษาเท่านั้นที่จะรักษาสมบัติของป๊ากับแม่ไว้ได้”
ขณะนั้นเองลัดดาบอกพิสิฐว่า “เลขาโทร.มาบอกว่า ลูกค้ารออยู่นานแล้วค่ะ”
พิสิฐส่ายหน้าเดินไป ลัดดามองสโรชานิ่งๆอย่าง เข้าหน้าไม่ติดแล้วเดินตามพิสิฐไป
“ป๊าไม่รู้เหรอ ว่าลูกไม่อยากอยู่ร่วมบ้านกับคนที่มาแทนที่แม่” สโรชาพึมพำ มองตามลัดดาไป
ขณะกำลังคิดเพลินอยู่นั้น วิศรุตมาเคาะประตูเธอเด้งขึ้นอย่างรู้ตัวว่ามาอยู่บ้านคนอื่น พอเปิดประตูออกไป เห็นวิศรุตส่งกองผ้าขนหนู เสื้อผ้าของใช้ให้ สโรชารับไว้ มองเขาอย่างขอบคุณ
“ถ้าอยากอยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆ หลับให้สบาย ต้องการอะไรบอกธารา แล้วถ้าธาราสั่งให้ทำอะไรก็เชื่อฟังเขาด้วย ราตรีสวัสดิ์ ล็อกห้องซะ”
วิศรุตพูดนิ่งๆ ขรึมๆ แล้วเดินออกไป พอสโรชาปิดประตูล็อก ก็ยืนพิงประตู พึมพำเพ้อ...
“ผู้ชายอะไร หล่อแล้วยังใจดี แบบนี้เขาเรียกว่าแรงดึงดูด ป๊าคะ ลิลลี่มีเหตุผลไหมที่จะไม่กลับบ้าน?”
ooooooo
สโรชาตื่นแต่เช้ามารดน้ำต้นไม้ เจอคนส่งหนังสือพิมพ์ขี่จักรยานผ่านมาเหวี่ยงหนังสือพิมพ์ข้ามรั้วเข้ามาสามฉบับ
วิศรุตนั่งจิบกาแฟอยู่เห็นสโรชาถือหนังสือพิมพ์มาก็รับไปอ่านฉบับหนึ่ง สโรชายืนมองบอกว่าที่บ้านตน อ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ตกัน อ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ซื้อวันละสามยี่ห้อแบบนี้หรอกมันเปลือง
“อย่าคิดว่าคนทั้งโลกจะเห่ออินเตอร์เน็ตเหมือนกันหมดสิ ฉันชอบกลิ่นกระดาษ” พอดีสุทิศเดินหาวปากกว้างมากู๊ดมอร์นิ่งวิศรุตและมอร์นิ่งพลับพลึงแล้วคว้าหนังสือพิมพ์ไปฉบับหนึ่ง วิศรุตยังคงพูดต่อว่า
“รู้อะไรไหม คนบางคนต้องอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเข้าห้องน้ำ ไม่งั้นถ่ายไม่ออก” สโรชาทำหน้าย่นร้องยี้ “ไม่ได้พูดเล่นนะ ญี่ปุ่นเขาว่ามันเป็นสัญชาตญาณที่ติดมาตั้งแต่อยู่ป่า ต้องเข้าไปขับถ่ายในทุ่ง พอได้กลิ่นใบไม้ต้นไม้ก็จะถ่ายสบาย”
“อ๋อ...กระดาษทำมาจากต้นไม้” สโรชานึกได้ วิศรุตชมว่าฉลาดนี่ แล้วลุกจะไปทำงาน สโรชาจึงพลิกหนังสือพิมพ์ฉบับที่เหลือในมือดูหน้าซุบซิบข่าวสังคม เธอตกใจตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นรูปตัวเองสวยเปรี้ยวโชว์หราเต็มๆ
“...พิสิฐ สุนทรเกษม คุยฟุ้งโปรเจกต์ใหม่ เตรียมให้ลูกสาวบริหาร อวดว่าลิลลี่ สโรชา กลับจากแอลเอเมื่อไหร่ เมืองไทยตะลึงแน่ เพราะทั้งสวย ทั้งเก่ง...”
สโรชารีบปิดหนังสือพิมพ์ มองซ้ายมองขวาพอเห็นปลอดคนก็ขยุ้มหนังสือพิมพ์กอดไว้ บ่นเสียงสั่น
“ตายๆๆๆ รูปใหญ่เท่าบ้าน เดี๋ยวก็ความแตกกันพอดี” แล้วก็ตัดสินใจขว้างหนังสือพิมพ์ลงคลองไปเลย
พอดีธารามาเรียก ถามว่าทำอะไรอยู่ บ่นว่าให้มาเสิร์ฟกาแฟคุณวิศรุตแล้วหายจ้อยไปเลย สโรชาชำเลืองดูหนังสือพิมพ์ที่ยังลอยตุ๊บป่องอยู่ในคลอง รีบพูดเรียกความสนใจจากธาราบอกว่าจะให้ไปกวาดใบไม้หรือไปเดี๋ยวนี้เลย
“ไปล้างห้องน้ำให้ฉันหน่อยสิ”
“ฮ้า! ล้างห้องน้ำ!!” สโรชาตาเหลือก
ooooooo
พิสิฐกำลังเดินลงบันไดมากับลัดดาเตรียมจะไปทำงาน พลางบ่นว่า ลิลลี่ไม่ติดต่อมาเลย เรียนจบแล้วไม่รู้จะฝึกงานไปถึงไหน ตามสัญญาเรียนจบแล้วต้องกลับมา
“เขาคงชินกับการไม่อยู่บ้านน่ะค่ะคุณ คุณก็ลองตามตัวสิคะ ให้ฉันตามก็คงไม่ได้”
“น้อยใจลูกผมเหรอ...เอาน่า...เดี๋ยวมาอยู่ด้วยกัน เขาก็จะเห็นเองว่าคุณใจดี”
“ขอให้มาเถอะค่ะ” ลัดดาพูดยิ้มๆ แต่แอบถอนใจ