อ่านละครดังหลังข่าวก่อนใคร
พลับพลึงสีชมพู ตอนที่ 3
พิริยพงษ์บอกหญิงประสงค์สมว่า“พี่จะทำให้ดู” ไม่นานก็ทำให้ดูด้วยการมาดักพบหญิงประสงค์สมขณะกลับจากไปเรียนภาษาอังกฤษ
หญิงประสงค์สมรู้ว่าพี่ชายต้องการอะไร บอกว่านี่ยังไม่ถึงครึ่งเดือนเลยถามว่าต้องการใช้เท่าไร พิริยพงษ์บอกว่าสองพัน แล้วจุ๊ปากให้เบาๆ กลัวลูกน้องท่านย่าได้ยิน เดี๋ยวจะโดนเทศน์สิบสามกัณฑ์
“อย่าบอกนะว่าเอาไปเล่นพนัน” หญิงประสงค์สมดักคอ พิริยพงษ์บอกว่าจะเอาไปซื้อของกำนัลสาว คนนี้รักจริงหวังแต่ง เป็นลูกสาวนายพล “ยังไงหญิงก็ต้องให้ยืมใช่ไหมคะ พี่ชายอย่าเล่ายาวเลยคอยสักครู่นะคะหญิงไปดูในกำปั่นว่ามีพอไหม”
หญิงประสงค์สมผละไป พิริยพงษ์ยืนรอ เห็นทิวากับราตรีเดินประคองกันมาจึงเลี่ยงหนีไปอีกทาง
ooooooo
อยู่ที่โฮมสเตย์ไม่นาน สโรชาเห็นวิศรุตไปนั่งที่มุมหนึ่งของบ้านแต่เช้า ถามว่าทำไมเขาจึงมานั่งตรงนี้แต่เช้า
“ฉันชอบมานั่งเล่นตรงนี้ช่วงเช้ามืด เดี๋ยวอีกแป๊บนึง พระอาทิตย์จะค่อยๆสาดแสงมา นกจะร้องจิ๊บๆ อยู่ข้างสวน เสียงดังเข้ามา ได้ยินไหม...นั่น...” สโรชาพึมพำว่าเขาตื่นก่อนนกอีก “ตั้งแต่เด็ก ฉันอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสังเกตสิ่งรอบตัว มีนกในสวนเป็นเพื่อนเล่น ก็เลยติดนิสัยมาจนโต”
“คุณเป็นลูกคนเดียวเหรอคะ”
“คนเดียว ต้องเรียกว่าลูกกำพร้า กำพร้าพ่อตั้งแต่เกิด กำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก”
“แม่พลับพลึงก็เสียตั้งแต่พลับพลึงยังตัวเล็กๆค่ะ พ่อก็ตั้งความหวังไว้กับพลับพลึง เพราะเป็นลูกคนเดียวนี่แหละ เฮ้อ...” สโรชารำพึงอย่างมีอารมณ์ร่วม ทำให้วิศรุตนึกได้ว่าเธอควรจะมีเงินเดือนจะได้ส่งไปให้พ่อเธอบ้าง สโรชาถามว่าจะดีหรือ วิศรุตบอกว่าตนมีให้เธอไม่เยอะได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ ไว้รวยแล้วจะขึ้นให้
สโรชาคิดแล้วเดือนหนึ่งได้เก้าพัน เธอตาโตอุทาน “เก้าพันบาท!!” วิศรุตบอกว่าตนให้ได้แค่นี้แหละชี้ให้ดูบอกว่าแดดส่องแล้ว สโรชาแอบมอง เห็นเขาสูดลมหายใจยาวอย่างสดชื่น...
เย็นนี้หลังจากส่งแขกเข้านอนแล้ว วิศรุตเข้าครัวจะไปล้างจาน สโรชาบอกว่าเป็นหน้าที่ตน เดี๋ยวตนล้างเอง ระหว่างนั้น สโรชาเห็นแหวนลงยาขนาดใหญ่สวยงามที่นิ้วเขา ชมว่าแหวนสวยจัง คงแพงแน่ๆ เขาบอกว่าของเก่าไม่รู้ราคา
“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ฉันได้รู้ว่าบางทีเงินก็ซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แหวนสวยๆของคุณก็คงเหมือนกัน”
ทั้งสองยืนมองแหวนวงเดียวกันนิ่ง สุทิศกับประพันธ์แอบดูอยู่ สุทิศบอกประพันธ์ว่าแบบนี้เขาแห้วแน่
สโรชาเข้ามาในห้อง หยุดมองคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะ วิศรุตเดินมาถามว่าใช้เป็นไหม สโรชาถามว่าใช้เล่นอินเตอร์เน็ตได้ไหม เขาบอกว่าได้ แต่ใช้เพื่อการศึกษาข่าวหรือหาตำราเรียนภาษาอังกฤษห้ามใครมาใช้คุยเล่นกับคนแปลกหน้า สโรชามองคอมพ์อย่างหมายมั่น ถามว่าพรุ่งนี้เขาไปไหนหรือเปล่าจะได้เตรียมอาหารเช้าถูก
“พรุ่งนี้อยู่บ้านจนสาย ส่งฝรั่งกลับแล้วถึงจะออก บ่ายๆ ฉันมีนัดกับเจ้าของโรงแรมใหญ่ สรุปแผนธุรกิจร่วมกันนิดหน่อย” สโรชาถามว่าใครหรือ พอวิศรุตบอกว่า ชื่อพิสิฐ สุนทรเกษม ถามว่ารู้จักเหรอ สโรชาสะดุ้งบอกว่าชื่อคุ้นมาก “ได้ข่าวว่ามีลูกสาวสวยนะ อยู่เมืองนอกกำลังจะกลับมารับช่วงงานต่อ แต่ไม่กลับมาเสียที คงเก่งไม่พอพ่อก็เลยยังไม่กล้าวางมือ”
สโรชาว้าวุ่นทันทีบ่นงึมงำว่าทำไมต้องนัดพรุ่งนี้
แล้วคืนนี้เธอก็โทร.เรียกน้ำมนต์มารับพาไปหาพ่อที่บ้าน ก่อนไปก็ โทร.เช็กแล้วว่าลัดดาไปถือศีลที่วัดไม่อยู่บ้านจึงไปอย่างมั่นใจ
ooooooo
สโรชาไปถึงบ้านในคราบของพลับพลึงคนงานที่โฮมสเตย์ ทำเอาพิสิฐรับไม่ได้ บ่นว่าถูกธรรมชาติลงโทษมาล่ะสิ หัวหูเป็นกระเซิงมาเลย สโรชาทำเวลาเต็มที่ เร่งคุยเรื่องธุระกันเลย พูดอย่างรู้ทันว่าแผนธุรกิจของพ่อเป็นแค่เรื่องจอมปลอมเพื่อเรียกตนกลับมาใช่ไหม ไม่เชื่อว่าที่ดินแบบที่พ่อว่าจะมี ถามว่าป๊าจะไปหาที่ไหน
พิสิฐเอาแผนที่มาให้ดู แต่เจ้าของเขายังไม่ยอมขาย สโรชาเชื่อว่าเขาต้องรวยมากใช่ไหม
“ต้องบอกว่าเขาหยิ่งมาก...เขาเป็นเจ้า วังเขาก็มีแล้ว ชื่อวังเทวาสถิตย์ ออกใหญ่โต ที่ตรงนี้ได้ข่าวว่าเขาเก็บไว้เฉยๆ” พูดแล้วตัดบทว่าเรื่องที่ดินพ่อจะจัดการเอง แต่เรื่องแผนธุรกิจพ่อจะให้เรามาวางจริงๆ
เมื่อพิสิฐยืนยันเจตนาของตน สโรชาจึงรับปากจะช่วย แต่ถามว่าที่นัดวิศรุตมาพรุ่งนี้เพราะรู้ว่าตนอยู่กับเขาป๊าจะแกล้งให้ตนมาจ๊ะกับเขาใช่ไหม พิสิฐบอกว่าพอรู้จากน้ำมนต์ว่าเธอทำงานอยู่กับวิศรุตจึงอยากเจอเขาบ่อยๆ เผื่อจะช่วยดูอุปนิสัยใจคอเขาด้วย สโรชามองเพื่อนขวับ แล้วทั้งอ้อนทั้งดักคอพิสิฐ ในที่สุดก็รวบรัดตัดบทชวนน้ำมนต์กลับ
“ไปเหอะน้ำมนต์ ได้ข้อมูลแล้ว สบายใจ เป็นอันว่าพรุ่งนี้ลูกไม่เข้าไปบริษัทนะคะป๊า” ยกมือไหว้หอมแก้มป๊าฟอดใหญ่แล้วจูงมือน้ำมนต์กลับไปเลย
ooooooo
กลับถึงโฮมสเตย์ ธาราถามว่าไปไหนมา สโรชาอึกอัก ปดว่าตนลงมาหาน้ำกินได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าบ้านเลยออกไปดูเกรงจะเป็นพวกขโมย
เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อธาราเสนอให้ติดกล้องวงจรปิด วิศรุตติงว่าหลายตังค์นะ ประพันธ์ก็โวยธาราว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ก็แค่กิ่งไม้หักเท่านั้นเอง วิศรุตเลยเตือนสโรชาว่าทีหลังอย่าทำอย่างนั้นอีก ถามว่าไม่กลัวหรือ
เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อธาราเสนอให้ติดกล้องวงจรปิด วิศรุตติงว่าหลายตังค์นะ ประพันธ์ก็โวยธาราว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ก็แค่กิ่งไม้หักเท่านั้นเอง วิศรุตเลยเตือนสโรชาว่าทีหลังอย่าทำอย่างนั้นอีก ถามว่าไม่กลัวหรือ
ธารายังอยากให้ติดกล้องวงจรปิด สโรชาสะดุ้งเพราะถ้าติดกล้องจริงตนจะยุ่งยากขึ้น รีบเสนอว่าให้ซื้อหลอดไฟมาติดให้สว่างขึ้น แค่นี้ก็ช่วยให้หายกังวลได้แล้ว สุทิศพยักหน้าเห็นด้วย ประพันธ์กลัวเสียคะแนนรีบพยักหน้าเอาใจ
สโรชายิ้มโล่งอกที่ปิดประเด็นได้ วิศรุตมองหน้าเธอดุๆที่ทำให้เป็นปัญหาตึงเครียดขึ้นมา
เมื่อพากันมาส่งฝรั่งสามีภรรยาที่จะเดินทางกลับ ไหว้ลากันแล้ว วิศรุตเอ่ยขึ้นว่า
“ฝากความคิดถึงแนนซี่ด้วยนะ” สโรชาหูผึ่งสงสัยว่าแนนซี่เป็นแฟนที่อยู่เมืองนอกของวิศรุตแน่ๆ
ส่งแขกแล้ว มือถือวิศรุตดังขึ้น เขารับสายทำหน้าฉงน
“เลื่อนนัด? ท่านไม่ว่างแล้วเหรอครับ ไม่เป็นไรครับ สวัสดีครับ” พอวางสายเขาเปรยๆ “ยกเลิกนัดก็ดีเหมือนกัน” แล้วเดินแยกไป
เมื่อไปเจอกันที่เรือนผัก สโรชาดูเขาปลูกผักไร้ดินอย่างทะมัดทะแมง มองเพลิน ชมว่าง่ายดีเนอะ แต่ซื้อเอาง่ายกว่า
“พูดเหมือนเศรษฐี จำไว้นะว่ามีเงินก็ไม่ใช่จะซื้อได้ทุกอย่าง” สโรชาถามว่าอะไรบ้างที่เงินซื้อไม่ได้ “การยอมรับนับถืออย่างจริงใจไงล่ะที่เงินซื้อไม่ได้”
สโรชาบอกว่าญาติพี่น้องก็เหมือนกันเงินซื้อไม่ได้ วิศรุตมองขวับถามว่าว่าตนหรือ สโรชารีบชี้แจงว่าหมายถึงตนเองต่างหาก ตนไม่มีพี่ไม่มีน้อง เหลือแต่พ่อ พ่ออายุมากแล้วอยู่คนเดียวที่บ้าน วิศรุตถามว่าอยากกลับบ้านไหมล่ะตนจะไปส่งที่ท่ารถ สโรชาบอกว่าอย่าดีกว่าไว้ตนพร้อมแล้วจะไปเอง แล้วรีบออกไปบอกว่ากลัวหัวหน้าดุ
พอออกจากเรือนผัก สโรชาหันมองไปที่ประตูทางเข้าที่วิศรุตยังอยู่ในนั้น พึมพำขำๆ
“หลอกซักประวัติกันเหรอ...ไม่มีทาง...ที่เล่านี่ ฉันไม่ได้โกหกสักคำนะคะ” แล้วเดินยิ้มกริ่มไป
ooooooo
วันนี้วิศรุตลงมือทำความสะอาดเรือเอง สโรชาถามว่าริชาร์ดกับจอห์นนี่ไปไหนไม่รู้ วิศรุตบอกว่าไปสอบ กศน.
สโรชาทำเสียงตื่นเต้นว่าดีจังเขาให้คนงานไปเรียนหนังสือด้วย
“ใครรักเรียนก็ปล่อยให้เรียน จะได้ก้าวหน้าไม่ต้องใช้แรงงานไปตลอดชีวิต” สโรชาติงว่าใช้แรงงานก็ดี เพราะค่าแรงแพง “แต่ค่าสมองแพงกว่า”
สโรชาบอกว่าถ้ามีแต่คนใช้สมองไม่มีคนใช้แรงงานก็ไม่ได้ วิศรุตถามว่าแล้วเธอเลือกอะไร จะใช้แรงงานไปตลอดชีวิตไหม
“แหม...มันก็อยู่ที่ใครเป็นนายจ้างค่ะ” สโรชาทำทะเล้นแพลมความในใจ วิศรุตมองขำๆ แล้วสตาร์ตเครื่องเรือ สโรชาชะเง้อมองพูดเสียงอ่อยอ้อนว่า
“เกิดมาฉันยังไม่เคยนั่งเรือในแม่น้ำแบบนี้เลยค่ะ” พอวิศรุตถามว่าจะไปด้วยกันไหมล่ะ สโรชายิ้มแป้นถามว่า “ไปไหนคะ”
วิศรุตไม่ตอบแต่ออกเรือไปเลย
ooooooo
วิศรุตขับเรือไปที่ท่าน้ำวัดริมคลอง ขึ้นไปแล้วส่งมือมารับสโรชา เธอจับมือเขาเขินๆ แต่แอบปลื้ม แล้วพากันเดินเข้าไปในวัด
วิศรุตเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถ สโรชาทำตามอย่างสังเกต รู้สึกเขาอธิษฐานจิตอยู่นาน
เมื่อวิศรุตพามาถึงสถูปเจดีย์เก็บอัฐิติดชื่อว่า “พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์” สโรชาถาม
“ใครคะ” วิศรุตบอกว่าคนที่ตนยืมนามสกุลเขามาใช้ “หมายความว่ายังไงคะ ขอยืม เขาให้หรือว่าเขาเป็นต้นตระกูลคุณวิศรุต”
“จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อฉันไม่รู้จักเขาเลย”
สโรชาเพ่งมองตัวหนังสือที่สลัก “ชาตะ ม.ค.2442 มรณะ พ.ย.2503” อย่างติดใจสงสัย ถามขณะเดินออกมาว่า เขาไม่รู้จักพระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ แล้วขอยืมนามสกุลเขาใช้ได้อย่างไร ดูตัวเลข พ.ศ.ที่เขาตายมันน่าจะก่อนเขาเกิด
“เธอนี่ช่างสังเกตนะพลับพลึง ความจริงฉันแค่ยืมคำในชื่อของเขามาตั้งเป็นนามสกุลเท่านั้นเอง เมื่อก่อนฉันมีนามสกุลเป็นฝรั่งตามพ่อบุญธรรม พอย้ายมาอยู่เมืองไทยก็อยากมีนามสกุลไทย พอดีฉันมาไหว้พระที่วัดนี้เห็นว่าชื่อท่านเพราะดีก็เลยเอามาตั้งนามสกุล”
สโรชาถามว่าไม่รู้จักเลย ตั้งเองได้เลยหรือ “ได้สิ...ถ้าไม่ซ้ำใครจากมิสเตอร์วิศรุต มาร์เวล ก็เลยมาเป็นนายวิศรุต มรุพงษ์”
“โอ้โห...เก๋มากเลย วิศรุต มรุพงษ์ ใครได้ใช้นามสกุลนี้ก็คงเก๋ดีนะ” ว่าแล้วก็แอบพึมพำ “สโรชา มรุพงษ์ ฮื้อ...จะดีไหมหรือว่า พลับพลึง?”
“จริงสิ...พลับพลึง” วิศรุตเอ่ยขึ้น ทำเอาสโรชาสะดุ้งโหยง “เธอมาอยู่กับฉันตั้งนาน ฉันยังไม่รู้เลยว่าเธอนามสกุลอะไร”
สโรชาหาทางเอาตัวรอดบอกว่านามสกุลตนไม่เพราะเหมือนเขาหรอก แต่ก็ไม่อยากพูดโกหกในวัด มองฟ้ามองดินหาทางที่จะไม่ตอบ ก็พอดีวิศรุตพูดขึ้นว่า นามสกุลก็แค่คำสมมติไว้ให้คนเรียก ไม่ชอบก็เปลี่ยนได้เหมือนชื่อนั่นแหละ
สโรชาเลยลากออกไปนอกเรื่องว่าเหมือนเครื่อง ประดับ ที่ถอดวางแล้วเปลี่ยนใหม่ได้ แล้วมองที่นิ้วเขาทักว่า
“เออ...วันนี้คุณวิศรุตไม่เห็นสวมแหวนวงสวยๆนั่น”
วิศรุตบอกว่าเธอช่างสังเกตจัง ตนไม่ได้สวมตลอดเวลาหรอก ถอดบ้าง ใส่บ้าง พอดีมีเด็กสองคนกระเดียดกระจาดใส่ผักมา สโรชาเดินไปถามตื่นเต้น “อุ๊ย...นั่นอะไรคะน้อง...”
เด็กเดินเข้ามาถามว่าซื้อผักไหม สโรชาหยิบชะอมในกระจาดดมๆ ทำท่าอยากกิน มองหน้าวิศรุตอ้อนๆ เขาเลยช่วยหยิบชะอมในกระจาดให้
ooooooo
ธาราเห็นสโรชาหายไปก็บ่นว่ากดเครื่องซักผ้าแล้วไม่มารับผิดชอบต่อ พอดีสุทิศเดินเข้ามาถามว่าตอนนี้หน้าที่ซักผ้ากลายเป็นหน้าที่ของพลับพลึง แล้วหรือ ธาราสะบัดหน้าบอกว่าของแบบนี้ต้องช่วยกัน
สุทิศสาธยายว่า ตอนนี้เห็นพลับพลึงกวาดใบไม้ในสวน กวาดถูห้องพักแขก รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน ซักผ้าอีก ธาราทำเสียงงอนว่าทีเมื่อก่อนไม่เห็นมีใครสังเกตอย่างนี้เลย สุทิศบอกว่านั่นมันเมื่อก่อน ใครเขาจะสังเกต ธารายิ่งงอน ถามว่างานบ้านนี่มันเบาหรือ สุทิศเลยเสนอจะบอกให้วิศรุตหาคนอื่นมาแทน เผลอๆให้พลับพลึงเป็นหัวหน้าแม่บ้าน ส่วนธาราก็นั่งๆนอนๆไปดีไหม จะได้พักผ่อน
“เรื่องอะไร ฉันไม่ยอมให้ใครมายึดพื้นที่บ้านนี้ไปจากฉันหรอก” ธาราทำปากยื่นหน้าง้ำใส่ สุทิศเลย
สรุปว่างั้นก็ทำไป อย่าบ่น หน้าที่ใครหน้าที่มันโอเคไหม แล้วออกไปทำงานเลย
วิศรุตกับสโรชากลับมาพอดี วิศรุตกำชับว่าไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังเรื่องที่ตนไปทำอะไรที่วัด
“อ๋อ...ก็ได้ค่ะ พลับพลึงรู้ว่าบางทีคนเราก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว” วิศรุตสะดุดหูถามว่าเธอใช้คำว่าอะไรนะ พอสโรชาบอกว่า พื้นที่ส่วนตัว ถามว่าทำไมหรือ เขาถามว่าไปเอาคำนี้มาจากไหน “เอ่อ...ก็...จำมาจากหนังสือนิยายค่ะ ฉันไปทำงานบ้านนะ ขอบคุณนะคะที่พาไปเที่ยว” แล้วผละไปอย่างร่าเริง วิศรุตมองตามไปอย่างรู้สึกสบายใจกับท่าทางรื่นเริงสดใสนั้น
พอเข้าครัว ธาราถามทันทีว่าไปไหนมา ดักคอว่าอย่าบอกนะว่าคุณวิศรุตใช้ให้ไปซื้อชะอมที่ตลาด พอสโรชาเล่าให้ฟังก็ถูกดุว่าจะไปไหนทำไมไม่บอกกล่าวก่อน สโรชาบอกว่าคุณวิศรุตชวนกะทันหัน ธาราถามอีกว่าแล้วคุณวิศรุตไปทำอะไรที่วัด สโรชาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้บอกว่า “ไปทำนามั้ง” เห็นธาราทำท่าจะวีนก็ทำเสียงอ่อนว่า ไปวัดก็ไปไหว้พระสิ
สโรชาเห็นธาราอารมณ์เสียก็เอาใจบอกว่าเดี๋ยวจะหั่นชะอมชุบไข่ทอดกินกับแกงเผ็ดของธารา ถูกธาราดุว่าชะอมใครเขาจะหั่นต้องเด็ดเอา ดักคอว่าอย่าบอกนะว่าเด็ดไม่เป็น สโรชากลัวเสียฟอร์มบอกว่าเป็น แล้วเก้ๆกังๆ ไม่แน่ใจว่าจะเด็ดท่าไหนดี พอธาราทำชะอมทอดไข่เสร็จ บอกสโรชาว่าเดี๋ยวรอให้เย็นแล้วค่อยหั่น คราวนี้หั่นจริงๆไม่ใช่เด็ด
“ค่ะ... เชฟธารานี่เป็นครูสอนชีวิตฉันจริงๆเลย” สโรชาเอาใจยื่นหน้าไปหอมแก้มฟอดหนึ่ง ทำเอาธาราขนลุกซู่
ooooooo
ที่สถาบันสอนภาษา ม.ร.ว.ประสงค์สม กอดตำราเดินเข้ามาอย่างไม่มั่นใจนัก เจอวศิรุตเดินมาก็จะหลบเบี่ยงให้เขาแซงขึ้นไปก่อน แต่เขาไม่แซง เอ่ยเบาๆ
“เชิญครับ”
คุณหญิงประสงค์สมหันมอง พอสบตาก็ตื่นเต้น ประหม่า เขิน จนทำอะไรไม่ถูก วิศรุตจึงผายมือให้เข้าไปก่อน
เมื่อไปซื้อน้ำหวานก็ถูกคู่รักที่เดินหยอกกันมาชนจนน้ำหวานกระฉอกใส่เสื้อตัวเอง คุณหญิงตกใจที่เสื้อเปื้อน วิศรุตเข้ามาช่วยถือแก้วน้ำหวาน พลางส่งผ้าเช็ดหน้าให้เช็ดรอยเปื้อน
“แย่แล้ว...ผ้าเช็ดหน้าคุณเลอะหมดเลย” คุณหญิงอุทาน บอกว่า “แล้ว...ดิฉันจะซักมาคืนนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับผมยกให้...ผมจำได้ละ คุณมาเริ่มเรียนได้ไม่นานใช่ไหมครับ ผมวิศรุตครับ ผมไม่ได้มาบ่อยจะมาเฉพาะเวลาที่นี่เรียกตัว” คุณหญิงมองสมุดในมือเห็นเขียนหวัดๆ เป็นภาษาอังกฤษตัวย่อ W.M. วิศรุตบอกว่าชื่อกับนามสกุลของตน พอดีเห็นสายัณห์มาชะเง้อหาอยู่ วิศรุตบอกว่า
“ดูเหมือนจะมีคนมารอรับคุณ”
“ดิฉันประสงค์สมค่ะ เจอกันคราวหน้าดิฉันจะคืนผ้าคุณวิศรุตนะคะ”
คุณหญิงยิ้มเขินๆแล้วเดินไปขึ้นรถที่สายัณห์เปิดประตูรอรับอยู่ วิศรุตมองตามไปจนถึงรถ...
“สายัณห์...อย่าเพิ่งกลับวังเลย” คุณหญิงสั่ง สายัณห์สะดุ้งถามว่า คุณหญิงจะไปไหนครับ...
คุณหญิงประสงค์สมให้ไปห้างตรงไปที่แผนกเครื่องเย็บปักถักร้อย เลือกซื้อของที่ต้องการ ระหว่างนั้นเห็นพิริยพงษ์ประคองวินิตาแต่งตัวเก๋เดินผ่านมาคุยโวโอ้อวดความร่ำรวยของตนว่าเลี้ยงเธอได้ทั้งชีวิตเลย คุณหญิงได้ยินแล้วถอนใจยาว
กลับถึงวังเทวาสถิตย์ พิริยพงษ์เดินคุยโทรศัพท์กับวินิตาอารมณ์ดีว่า
“ไว้ผมจะไปรับคุณมาเฝ้าท่านย่า...โธ่...จะกลัวอะไร มีผมอยู่ข้างๆ ท่านไม่ดุหรอก ท่านรักผมอย่างกับอะไร...งั้นคืนนี้กู๊ดไนท์ครับ ฝันถึงผมด้วยนะไนท์คิสครับ”
คุยกับวินิตาแล้ว พิริยพงษ์ไปหาคุณหญิงประสงค์สมที่ห้อง คุณหญิงรีบเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ขึงสะดึงมุมผ้าปักอักษาตัว W. เก็บผ้าใส่กล่องมิดชิด พิริยพงษ์เข้ามาบอกว่า น้องทำตัวไม่ทันสมัยเอาเสียเลย ดูสิ ยังมานั่งปักสะดึงเป็นคนแก่อยู่ พิริยพงษ์บอกว่าเงินของเรามีมากมายซื้อเอาก็ได้ คุณหญิงบอกว่าเงินเหล่านั้นเป็นของท่านย่า
“แต่เมื่อไรที่ท่านสิ้น ทั้งหมดก็ต้องเป็นของเรา” คุณหญิงติงว่าเราควรจะใช้จ่ายอย่างประหยัดเพราะอนาคตมีอะไรไม่แน่นอน พิริยพงษ์ยุว่า เมื่อคิดถึงอนาคตเราก็ต้องดึงเงินอนาคตมาใช้เสียในปัจจุบัน ยุว่า
“หญิงต้องหัดคิดแบบพี่ มองโลกให้กว้างแบบพี่ อย่ามัวแต่พอใจสิ่งที่เป็นอยู่ วันนี้พี่ชายเห็นนะคะ ว่าน้องหญิงซื้อของอยู่ในห้าง” คุณหญิงถามว่าพี่ชายเห็นตนหรือ “พี่ไม่ได้เห็นเองหรอก วินิตาเขาชี้ให้ดู”
แต่ที่วินิตาชี้ให้ดูนั้นคือ ให้ดูว่าผู้หญิงคนนั้นสวยดีแต่แต่งตัวประหลาดอย่างกับหลุดมาจากวังวิกตอเรีย แต่พิริยพงษ์ไม่ทันได้เข้าไปทักทาย วินิตาก็ดึงเดินไปทางอื่นเสียก่อน
พิริยพงษ์ยังหว่านล้อมคุณหญิงว่าอยากได้คู่ครองดีเราก็ต้องทำตัวมีรสนิยม หว่านล้อมจนคุณหญิงบอกว่าอย่าแนะนำเรื่องไร้สาระกับหญิงเลย หญิงไม่ชอบ บ่นว่าง่วง พิริยพงษ์รู้ว่าถูกไล่ทางอ้อมจึงออกไป ก่อนออกจากห้องยังหันบอกว่า
“เชื่อพี่ชายเถอะ ไว้พี่จะแนะนำผู้ชายฐานะดีๆให้เราจะได้มีอนาคตดีด้วยกัน”
พอพิริยพงษ์ออกไปแล้ว คุณหญิงเอากล่องมาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ปักอักษรตัว W. อย่างงดงามออกมาดู
ooooooo
ประพันธ์ยังป้อขายขนมจีบให้สโรชาไม่หยุดหย่อน เอาของตัวอย่างที่ขายมาให้ชิ้นแล้วชิ้นเล่า คืนนี้ก็เอาไฟฉายมาให้สองกระบอก กระบอกเล็กกับกระบอกใหญ่
สโรชาบอกว่าเคยให้แล้ว ประพันธ์ก็ยัดเยียดให้บอกว่านี่ของใหม่ไม่ต้องใช้ถ่านแค่เสียบขาไว้กับปลั๊กพอจะใช้ก็หยิบออกมา บอกว่าอันใหญ่เอาไว้ใช้เป็นอาวุธ
ประพันธ์กรุ้มกริ่มอยู่นาน โดยหารู้ไม่ว่าวิศรุตยืนมองอยู่อีกมุมหนึ่ง
คืนนี้ฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเปรี้ยงจนสโรชาที่นอนหลับตกใจร้องกรี๊ด วิศรุตเดินปิดหน้าต่างอยู่ได้ยินเสียงรีบมาเคาะประตูถามว่าเป็นอะไรไหม สโรชาถือไฟฉายกระบอกใหญ่ส่องใต้คางเดินมาเปิดประตู วิศรุตตกใจ ถามว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า
เมื่อสโรชาบอกว่าตนตกใจเฉยๆ เขาบอกว่าฝนตกไฟด้านนี้ดับ ตนจะนอนหน้าห้องเป็นเพื่อนเอาไหม สโรชาปลื้มแต่บอกว่าตนนอนได้ เธอให้กระบอกไฟฉายเขาไปใช้ วิศรุตเลือกเอากระบอกเล็ก
“ขอบใจ เข้าไปนอนเถอะ ฉันจะอยู่แถวนี้” เขายืนมองน้ำจากระเบียงทางเดิน คิดถึงวันแรกที่เจอสโรชาในกอพลับพลึงกับเธอในวันนี้แล้วยิ้มๆ เดินกลับไปทางห้องนอน
ความสดใสร่าเริงน่ารักของสโรชา นับวันก็ทำให้เขายิ้มได้มากขึ้นทุกวัน...
นับวันสโรชาก็สนุกและเพลิดเพลินกับชีวิตในโฮมสเตย์มากขึ้นจนอดที่จะโทรศัพท์คุยกับน้ำมนต์ไม่ได้ แต่ก็เล่าพอให้น้ำมนต์อยากรู้แล้วอุบไว้ ปล่อย
ให้เพื่อนอยากรู้อยู่อย่างนั้น วันนี้โทรศัพท์ไปคุยขณะกวาดพื้นอีกว่า
ให้เพื่อนอยากรู้อยู่อย่างนั้น วันนี้โทรศัพท์ไปคุยขณะกวาดพื้นอีกว่า
“สนุกดีว่ะ ตอนนี้ฉันเรียนรู้อะไรเยอะมาก...มากจริงๆ”
แต่พอน้ำมนต์ถามว่าเรื่องวิศรุตที่เล่าค้างไว้น่ะเมื่อไหร่จะเล่าต่อ สโรชาก็บอกว่า เอาไว้วันหลังเถอะ วันนี้งานเยอะ พูดแล้ววางสายเลย น้ำมนต์บ่นหน้ามุ่ย
“รายงานตัว...ยั่วให้อยากรู้ล่ะสิไม่ว่า ไอ้ลิลลี่สาวใช้ไฮโซเอ๊ย...”
ooooooo
คุณหญิงประสงค์สมปักผ้าเช็ดหน้าเสร็จ วันนี้นำไปมอบให้วิศรุตบอกว่า
“หญิงมีของมาคืน ผืนนั้นซักไม่ออกค่ะ หญิงเลยคืนเป็นผืนใหม่”
“ดีเกินของเก่านะครับ มีลายปักด้วย ดับเบิ้ลยู...นี่คุณปักเองรึเปล่าครับ” คุณหญิงพยักหน้าก้มเขิน “ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำอะไรอย่างนี้ให้ผมเลย...ขอบคุณมากนะครับ”
ขณะนั้นเอง สายัณห์เดินมาบอกว่า
“คุณหญิงครับ...วันนี้คุณชายยืมรถไปนะครับ ผมเลยต้องเอารถวังคันเก่ามา” แล้วรับกระเป๋าจากคุณหญิงไปอย่างนอบน้อม
“คุณหญิง...? วัง?!!” วิศรุตพึมพำ และระหว่างเดินไปส่งคุณหญิงที่รถนั่นเอง วิศรุตรู้เพิ่มจากการคุยกัน เอ่ยอย่างทึ่งว่า “หม่อมราชวงศ์หญิงประสงค์สม ไกวัล ผมไม่เคยได้ยินราชสกุลนี้มาก่อน”
คุณหญิงหันมองวิศรุตด้วยความรู้สึกดีใจที่มีเรื่องคุยกับชายที่ตนพึงใจ เล่าว่า
“เราเป็นสกุลเล็กๆค่ะ มีสายสกุลไม่กี่คน ท่านพ่อท่านแม่สิ้นหมดแล้ว ก็ได้รับพระกรุณาให้มาอยู่ในความดูแลของเสด็จย่า ซึ่งเป็นพระญาติห่างๆในวังเทวาสถิตย์”
“วังอะไรนะครับ” วิศรุตสะดุดหู พอคุณหญิงบอกว่าวังเทวาสถิตย์ เขาพึมพำ “วังเทวาสถิตย์!!”
“ตกใจอะไรคะ หรือคุณวิศรุตรู้จักใครในวังนี้คะ” วิศรุตรีบบอกว่าไม่รู้จักครับ “ก็น่าจะไม่รู้จักหรอกค่ะ วังของเรา เก่าและไม่ค่อยได้เปิดสมาคมกับใคร เก่า...เหมือนรถคันนี้แหละค่ะ”
“ถึงจะเก่า ก็ได้อยู่ในวังไม่ได้ถูกทอดทิ้งครับ ขอบคุณสำหรับผ้าผืนใหม่นะครับ”
“ขอบคุณเช่นกันค่ะ ลานะคะ”
วิศรุตยืนมองสายัณห์เปิดประตูรถให้คุณหญิงประสงค์สมขึ้นนั่ง จนรถแล่นออกไป...
เมื่อขึ้นรถ สายัณห์เล่าว่า “คุณชายพิริยพงษ์เอากุญแจรถไปน่ะครับ กว่าผมจะรู้ก็ได้เวลาต้องมารับคุณหญิงแล้ว เลยต้องเอาคันนี้มา บุโรทั่งเต็มที”
“แล้วรถพี่ชายไปไหน”
“คงไปเฉี่ยวชนกระมังครับ แล้วก็คงแอบเอาไปเข้าอู่ไม่ให้พระองค์หญิงทรงทราบ”
ม.ร.ว.ประสงค์สมพยักหน้ารับรู้ หันมองไปนอกหน้าต่าง เห็นฝนตกหนักขึ้นทุกที...
ฝ่ายวิศรุต ขับรถไปก็นึกถึงคำสนทนากับคุณหญิงประสงค์สมไป นึกถึงวังเทวาสถิตย์แล้ว เขาพึมพำ...
“ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ควรจะรู้จักหรือเปล่า...” วิศรุตมองแหวนโบราณวาวงามที่นิ้วอย่างครุ่นคิด...
ooooooo
สายัณห์ขับรถมาได้ไม่ทันไร รถก็กระตุกจนต้องประคองเข้าจอดข้างทาง ข้างนอกฝนก็ตกหนักขึ้นทุกที
วิศรุตขับรถผ่านมาเห็นรถวังจอดเปิดไฟกะพริบอยู่ข้างทาง จึงชะลอรถถอยมาจอดใกล้คุณหญิง เมื่อรู้ว่ารถเสียและสายัณห์บอกว่าคงจะอีกนานกว่าจะแก้ไขได้ วิศรุตจึงอาสาอยู่เป็นเพื่อน คุณหญิงเกรงท่านย่าจะเป็นห่วงบอกสายัณห์ให้โทร.ทูลท่านด้วย
วิศรุตจึงอาสาจะไปส่งคุณหญิง แม้คุณหญิงจะบอกว่าเกรงใจ แต่เมื่อวิศรุตบอกว่ารออยู่อย่างนี้ค่ำแน่กว่าช่างจะมา กว่าจะซ่อมเสร็จน่าจะนาน เผลอๆอาจจะต้องลากไปอู่ แล้วคุณหญิงจะกลับอย่างไร
ในที่สุด วิศรุตขับรถไปส่ง โดยคุณหญิงต้องคอยบอกทางไปวังให้
ooooooo
พิริยพงศ์พาวินิตามากราบพระองค์หญิงที่วังเทวาสถิตย์ พระองค์หญิงถามว่าคนนี้หรือที่ชายเทียวไล้เทียวขื่อ ม.ร.ว.พิริยพงษ์ถามวินิตาว่าท่านย่าใช้คำโบราณเข้าใจไหม? วินิตาบอกว่าเข้าใจเพราะแม่มีเชื้อสายจีนแต่ไม่พูดจีนแล้ว
พระองค์หญิงถามว่าแล้วพ่อล่ะ วินิตาบอกว่าคุณพ่อเป็นทหาร พิริยพงษ์รีบบอกว่าเป็นนายพล
“งั้นรึ ท่านไหนล่ะ” พระองค์หญิงถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดู แต่พอวินิตาบอกว่าคุณพ่อตนคือ พลโทวินิต ราชโยธิน พระองค์หญิงอุทาน “ราชโยธิน!”
แล้วเมินพระพักตร์ไปทางอื่นทันที เมื่อสาวใช้คลานเข่าเข้ามา พระองค์หญิงถามว่า “จะจัดของว่างใช่ไหม ไปห้องโน้นเถอะชาย พาเพื่อนไปสิ”
วินิตาตกใจกับน้ำเสียงของพระองค์หญิงที่เปลี่ยนไป ไปนั่งกันที่ห้องอาหารครู่หนึ่ง พระองค์หญิงมาถึงหน้าห้อง
พิริยพงษ์ลุกยืนรับ
“ของว่างน่ารับทานมากเลยท่านย่า วิเขากำลังปลื้มที่ท่านย่าอนุรักษ์ขนมไทยเก่าๆ”
“ที่นี่ไม่เคยลืมอะไรเก่าๆ ถ้าชอบก็รับทานมากๆ... วินิตาลูกสาวนายพลวินิตรึ พ่อเธอมีลูกกี่คน” วินิตาบอกว่าสองคนตนเป็นคนโต ท่านถามว่าอายุเท่าไรแล้ว วินิตาบอกว่าย่างยี่สิบสี่ “ลูกสาวคนโตอายุยี่สิบสี่ พ่อเป็นนายพล ก็นับว่ามีลูกช้านะ” วินิตาบอกว่าคุณพ่อแต่งงานกับ
คุณแม่หลายปีกว่าจะมีตน พระองค์หญิงนิ่งไป ทวนเบาๆ “หลายปีงั้นเหรอ...”
พิริยพงษ์ถามว่าท่านย่าสงสัยอะไรหรือ แล้วฉวยโอกาสพูดสิ่งที่อยากพูดทันที...
“วันหน้า หลานจะขออนุญาตเชิญคุณพ่อของวินิตามาเฝ้าท่านย่า จะได้สนทนากัน”
พระองค์หญิงนิ่งไม่ตอบ แล้วบอกว่าขอไปพักผ่อนก่อน บอกวินิตาว่า “ตามสบายนะ”
เมื่อพระองค์หญิงไปพักผ่อนแล้ว วินิตาบอกว่าท่านย่าของคุณชายไม่ชอบรับแขกจริงๆด้วย แต่พิริยพงษ์ปากหวานว่า วินิตาน่ารักแบบนี้ อีกหน่อยขี้คร้านท่านจะชอบให้มาบ่อยๆ วินิตาฟังแล้วก็ไม่แน่ใจนัก
ooooooo
พระองค์หญิงไปยืนมองรูป ม.ร.ว.กิรติโสภณพระธิดา
ท่านนึกถึงวันที่จัดพิธีหมั้นกับวินิต แล้วจริยาเข้ามาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาของวินิต ต้องการมาทวงสิทธิ์เมียและแม่ของเด็กในท้องด้วย แล้วนึกถึงที่วินิตาบอกว่าคุณพ่อแต่งงานกับคุณแม่หลายปีกว่าจะมีตน พระองค์หญิงพึมพำกับรูปของพระธิดา...
“หญิงก็ร้าย ชายก็เลว ลูกหญิงของแม่อ่อนแอจึงตกเป็นเหยื่อ ถ้าแม่รู้ แม่จะไม่ยอมให้ลูกหญิงของแม่พาหลานแม่หนีไปไหนเด็ดขาด”
แล้วก็มีเหตุให้พระองค์หญิงกังวลเมื่อสาวใช้รายงานว่า สายัณห์โทร.มาบอกว่ารถที่ไปรับคุณหญิงประสงค์สมเสียกลางทาง และบอกว่ามีครูสอนภาษาที่โรงเรียนอาสามาส่งคุณหญิงที่วังแล้ว
“ครูเหรอ” พระองค์หญิงพระพักตร์เครียด ไม่ค่อยชอบใจนัก
ไม่นานวิศรุตก็ขับรถมาถึงวังเทวาสถิตย์ เขาเปรยขำๆว่า ฝนตกไม่ทั่วฟ้ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง คนอยู่นอกวังเปียกกันแทบแย่ แต่ที่นี่แห้งสนิท
ขณะคุณหญิงประสงค์สมกำลังลังเลว่าจะพาวิศรุตไปเฝ้าท่านย่าแต่เกรงที่วังนี้ไม่เคยรับแขกเลย ก็พอดีอัศดงวิ่งมาบอก
“พระองค์หญิงทรงรับสั่งให้คุณหญิงพาคุณครูเข้าเฝ้าด้วยค่ะ”
คุณหญิงทั้งแปลกใจและดีใจอยู่ลึกๆ ในขณะที่วิศรุตชะงักรู้สึกไม่พร้อม ความโอ่อ่าขรึมขลังของวังดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
ooooooo
แต่เมื่อได้เข้าเฝ้าพระองค์หญิง วิศรุตนั่งพื้นกราบท่านอย่างสุภาพนอบน้อม ท่านเมตตาให้ขึ้นนั่งข้างบน ถามว่าเป็นครูหรือ อายุอานามก็ไม่มากกว่าลูกศิษย์เท่าไหร่
“กระหม่อมอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ไม่ใช่ครูจริงๆ เป็นเพียงอาจารย์พิเศษบางเวลากระหม่อม”
พระองค์หญิงชมว่าพูดจาถูกต้องธรรมเนียมเสียด้วย ถามว่าใครสอนหรือ วิศรุตบอกว่าคุณหญิงประสงค์สมบอกคำราชาศัพท์ก่อนที่จะเดินเข้ามา
พระองค์หญิงถามว่าที่ว่าเป็นอาจารย์บางเวลาแล้วอีกบางเวลาทำอะไร
“กระหม่อมมีบ้านเก่าหลังเล็กๆหลังหนึ่ง เปิดเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวพัก ตอนนี้ลองทำสวนผักเล็กๆ ส่วนเวลาว่างจึงออกไปสอนภาษาอังกฤษกระหม่อม”
“คุณวิศรุตอยู่ต่างประเทศนานเพคะ เลยใช้ภาษาอังกฤษได้เหมือนเจ้าของภาษา” คุณหญิงเพิ่มเติม พระองค์หญิงชะงักถามว่าชื่ออะไรนะ?
“วิศรุตกระหม่อม วิศรุต มรุพงษ์”
“วิศรุต มรุพงษ์” พระองค์หญิงทวนแล้วอึ้งไปทันที คุณหญิงประสงค์สมก็เพิ่งนึกออกว่าทำไมจึงคุ้นนามสกุลนี้ วิศรุตถามว่าทำไมหรือ พระองค์หญิงตอบแทนว่า
“พระองค์เจ้ามรุพงษ์ประพัฒน์ เป็นเจ้าของวังนี้ ท่านสิ้นไปนานแล้ว ไม่มีทายาทสืบสายสกุล ซึ่งถ้าฉันมีลูกชาย เราคงมีคนนามสกุลมรุพงษ์ หรืออะไรทำนองนี้”
คุณหญิงประสงค์สมเล่าว่าตนเป็นหลานย่าแต่ไม่ใช่หลานแท้ๆ แต่พอเล่าว่าท่านย่ามีแต่พระธิดา... ก็ถูกพระองค์หญิงตัดบทว่าเรื่องในครอบครัว...ช่างเถอะ ท่านเหลือบมองวิศรุตอย่างพินิจพิจารณาเงียบๆ ในขณะที่วิศรุตเหลือบมองนิ้วของตนที่มีรอยแหวนเพิ่งถอดออก...
พระองค์หญิงมองวิศรุตอย่างพอใจในหน้าตาท่าทางต่างจากที่มองวินิตาก่อนหน้านี้ ท่านชวนให้ชิมขนมจ่ามกุฎ ถามว่า ใครเป็นต้นสกุลของเขา ทำไมจึงใช้นามสกุล มรุพงษ์ วิศรุตบอกว่าตนตั้งเองเห็นว่าฟังเพราะดี ความหมายดี ยิ่งฟังวิศรุตพูดพระองค์หญิงก็ยิ่งนึกเอ็นดู ถามว่ามีครอบครัวหรือยัง วิศรุตบอกว่าตนตัวคนเดียว
“ตัวคนเดียว แต่ทำงานหลายอย่าง ทั้งโฮมสเตย์ ทั้งสอนภาษา แล้วยังทำเกษตร คงจะรวยในไม่ช้านะ”
“กระหม่อมไม่คิดอยากรวย อยากมีความสุขมากกว่ากระหม่อม” ท่านถามว่าแล้วตอนนี้มีความสุขหรือยัง
“มีแล้วกระหม่อม แต่ก็ยังอยากมีมากกว่านี้” วิศรุตเว้นระยะครู่หนึ่งจึงถาม “พระองค์หญิงล่ะกระหม่อมทรงมีวังใหญ่โต มีพระนัดดาน่ารัก ขอประทานพระอนุญาตถามว่า ทรงมีความสุขดีหรือเปล่ากระหม่อม”
พระองค์หญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ย “ฉันขอยืมคำตอบของคุณได้ไหม คุณวิศรุต” วิศรุตหัวเราะ พระองค์หญิงยิ้ม
คุณหญิงประสงค์สมมองท่านย่ากับวิศรุตสลับไปมาอย่างมีความสุข
เมื่อวิศรุตลากลับ พระองค์หญิงบอกว่า “แล้วมาใหม่นะ” วิศรุตขอบพระทัยที่ทรงเมตตา ขณะเดินออกมา คุณหญิงประสงค์สมเอ่ยเบาๆว่าเขาเป็นคนแรกที่ท่านย่าพูดประโยค “แล้วมาใหม่นะ” ด้วย
พระองค์หญิงไม่เพียงพูดว่า “แล้วมาใหม่นะ” หากแต่ยังยืนมองอยู่ในห้องโถงด้วยสายตาเอ็นดูชายหนุ่มที่มาใหม่วันนี้
“ตัวคนเดียว แต่ทำงานหลายอย่าง ทั้งโฮมสเตย์ ทั้งสอนภาษา แล้วยังทำเกษตร คงจะรวยในไม่ช้านะ”
“กระหม่อมไม่คิดอยากรวย อยากมีความสุขมากกว่ากระหม่อม” ท่านถามว่าแล้วตอนนี้มีความสุขหรือยัง
“มีแล้วกระหม่อม แต่ก็ยังอยากมีมากกว่านี้” วิศรุตเว้นระยะครู่หนึ่งจึงถาม “พระองค์หญิงล่ะกระหม่อมทรงมีวังใหญ่โต มีพระนัดดาน่ารัก ขอประทานพระอนุญาตถามว่า ทรงมีความสุขดีหรือเปล่ากระหม่อม”
พระองค์หญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ย “ฉันขอยืมคำตอบของคุณได้ไหม คุณวิศรุต” วิศรุตหัวเราะ พระองค์หญิงยิ้ม
คุณหญิงประสงค์สมมองท่านย่ากับวิศรุตสลับไปมาอย่างมีความสุข
เมื่อวิศรุตลากลับ พระองค์หญิงบอกว่า “แล้วมาใหม่นะ” วิศรุตขอบพระทัยที่ทรงเมตตา ขณะเดินออกมา คุณหญิงประสงค์สมเอ่ยเบาๆว่าเขาเป็นคนแรกที่ท่านย่าพูดประโยค “แล้วมาใหม่นะ” ด้วย
พระองค์หญิงไม่เพียงพูดว่า “แล้วมาใหม่นะ” หากแต่ยังยืนมองอยู่ในห้องโถงด้วยสายตาเอ็นดูชายหนุ่มที่มาใหม่วันนี้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น